เตือนคนอยากผอม ระวังยาลดอ้วน

แม้ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมและยาลดความอ้วนจะได้รับความนิยมในกลุ่มวัยรุ่นอย่างแพร่หลาย เนื่องจากสามารถลดน้ำหนักได้อย่างรวดเร็ว โดยผู้ใช้ไม่ต้องออกกำลังกายหรือควบคุมอาหาร
แต่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา สำนักยาและวัตถุเสพติดได้ทำการตรวจวิเคราะห์ของกลาง จำนวน 70 ตัวอย่าง พบตัวอย่างที่มีส่วนผสมของยาแผนปัจจุบัน เป็นยาอันตราย 43 ตัวอย่าง และยาควบคุมพิเศษ 8 ตัวอย่าง เช่น ยาในกลุ่มแอมเฟตามีน เช่น เฟนเทอร์มีน ที่ออกฤทธิ์กระตุ้นศูนย์ควบคุมความอิ่ม ทำให้เกิดการเบื่ออาหาร และยารักษาโรคซึมเศร้าและอาการในกลุ่มโรควิตกกังวล ฟลูโอซีทีน ซึ่งมีผลข้างเคียงในการช่วยทำให้ไม่อยากอาหาร รวมทั้งยาระบาย บิสซาโคดิล ยาขับปัสสาวะ ฟูโรซีไมด์ ที่ส่งผลให้ผู้ใช้ยาดังกล่าวรู้สึกผอมลง เนื่องจากน้ำหนักลดหลังจากใช้ยา แต่ผลข้างเคียงคือร่างกายสูญเสียน้ำและเกลือแร่ โดยล่าสุดมีผลิตภัณฑ์ลดน้ำหนักที่มีส่วนผสมของเมล็ดแมงลัก ที่กำลังเป็นที่สนใจของผู้คนในสังคมออนไลน์ และเป็นข้อที่ถกเถียงกันอย่างมากว่า แท้จริงแล้วผลิตภัณฑ์ดังกล่าวมีความปลอดภัยต่อผู้บริโภคมากน้อยเพียงใด
นายแพทย์วันชัย สัตยาวุฒิพงศ์ เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กล่าวว่า จากกรณีที่ อย.ได้เข้าไปตรวจสอบผลิตภัณฑ์ลดน้ำหนักบางยี่ห้อที่ผลิตจากเม็ดแมงลัก ซึ่งหลังรับประทานแล้วมีอาการใจสั่น มือสั่น ปากแห้ง คอแห้งนั้น เมื่อมีการเก็บตัวอย่างเพื่อตรวจสอบพบว่า ผลิตภัณ์ดังกล่าวไม่มีข้อมูลการจดทะเบียนของบริษัท มีการปลอมเลขสารบบอาหาร โฆษณาโอ้อวดสรรพคุณเกินจริง เมื่อตรวจสอบข้อมูลผู้นำเข้าและผู้จัดจำหน่ายตามที่ระบุบนฉลากจากเว็บไซต์กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ปรากฏว่าไม่พบข้อมูลการจดทะเบียนของบริษัทดังกล่าว
เมื่อตรวจสอบส่วนประกอบที่สำคัญของผลิตภัณฑ์ พบว่า มีสารไซบูทรามีน ซึ่งเป็นสารที่มีอันตรายต่อผู้บริโภค โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคความดันโลหิต โรคหลอดเลือดสมองตีบ โรคตับ โรคไต โรคต้อหิน และเป็นอันตรายต่อหญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตร
นอกจากนี้ อย. ยังได้ตรวจสอบผลิตภัณฑ์อื่นๆ จากเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง โดยค้นหาทั้งชื่อภาษาไทยและอังกฤษ ซึ่งมีจำนวนผลิตภัณฑ์กว่า 6,000 รายการ พบว่า ผลิตภัณฑ์เหล่านั้นมีการอวดอ้างสรรพคุณเกินจริง เช่น “ยับยั้งการเปลี่ยนแป้งเป็นน้ำตาล ลดความอยากอาหาร DETOX ลำไส้ ไร้ผลข้างเคียง” “ช่วยเสริมระบบการย่อยให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น” เป็นต้น จึงอยากเตือนให้ผู้บริโภคใช้วิจารณญาณก่อนจะเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ต่างๆ เหล่านี้
เลขาธิการฯ กล่าวในตอนท้ายว่า หากผู้บริโภคต้องการลดน้ำหนักและปลอดภัยอย่างยั่งยืน ควรควบคุมอาหารควบคู่กับการออกกำลังกาย รวมถึงการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหาร โดยไม่กินอาหารพร่ำเพรื่อ ไม่กินจุบกินจิบ ควรกินอาหารที่หลากหลายในสัดส่วนที่เหมาะสม ครบ 5 หมู่ ลดการกินอาหาร หวาน มัน เค็ม รวมทั้งควร ออกกำลังกายอย่างเหมาะสม และขอให้ผู้บริโภคระลึกไว้เสมอว่าถึงแม้การใช้ยาลดความอ้วนจะเป็นวิธีเห็นผลเร็ว น้ำหนักลดลงได้เร็ว แต่หากไม่ได้มีการควบคุมอาหารและออกกำลังกายร่วมด้วย เมื่อหยุดยาลดความอ้วนน้ำหนักก็จะเพิ่มขึ้นเช่นเดิมได้ อีกทั้งยังมีผลข้างเคียงที่อาจเกิดอันตรายต่อชีวิตได้หาก ใช้ยาในขนาดที่สูงเกินไป
ดังนั้น หากต้องการใช้ยาลดความอ้วน ควรปรึกษาแพทย์และอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้เกิดความปลอดภัยจากการใช้ยาได้มากที่สุด และหากผู้บริโภคได้รับอันตรายจากการใช้ผลิตภัณฑ์สุขภาพหรือมีข้อสงสัยในเรื่องผลิตภัณฑ์สุขภาพ สามารถร้องเรียนได้ที่สายด่วน อย. 1556 หรือ E-mail: 1556@fda.moph.go.th หรือ ตู้ ปณ. 1556 ปณฝ. กระทรวงสาธารณสุข จ.นนทบุรี 11004 หรือผ่านทาง Oryor Smart Application หรือสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อ อย. จะได้ดำเนินการปราบปรามและดำเนินคดีทางกฎหมายกับผู้กระทำผิดอย่างเคร่งครัด

‘เชื้อดื้อยา’ ระบาดหนักทั่วโลก

สธ.เผยขณะนี้ปัญหาเชื้อดื้อยาเป็นปัญหาสำคัญระดับโลก เชื้อแบคทีเรียก่อโรคได้ปรับตัวจนดื้อต่อยาต้านจุลชีพเกือบทุกชนิด หากไม่เร่งแก้ไข โลกจะเข้าสู่ยุค Post-antibiotic era คือ กลับสู่ยุคที่คนจะตายจากโรคติดเชื้อแบคทีเรียอีกครั้งศ.นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ให้สัมภาษณ์ว่า แม้จะมียาปฏิชีวนะ แต่เนื่องจากเชื้อดื้อยาจึงรักษาไม่หาย คาดว่าในปี 2593 ทั่วโลกจะมีผู้เสียชีวิตจากปัญหาเชื้อดื้อยารวม 10 ล้านคน ในจำนวนนี้อยู่ในทวีปเอเชียมากที่สุดถึง 4.7 ล้านคน และยังส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง ต่อการปศุสัตว์ การประมง การเพาะปลูก การค้าระหว่างประเทศ อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์และสุขภาพ จากการแพร่กระจายเชื้อดื้อยาข้ามพรมแดนผ่านการเคลื่อนย้ายของคน สัตว์ และสินค้าทางการเกษตร ดังนั้น รัฐบาลจึงมีนโยบายแก้ไขปัญหาเชื้อดื้อยา เนื่องจากมีการศึกษาพบว่า มีผู้ติดเชื้อดื้อยาปีละ 88,000 คน นอนรักษาตัวในโรงพยาบาลนานขึ้นกว่า 1 ล้านวัน เสียชีวิตจากเชื้อดื้อยาปีละ 38,000 คน สูญเสียทางเศรษฐกิจโดยรวมสูงถึง 4.2 หมื่นล้านบาท
ด้าน นพ.โสภณ เมฆธน ปลัด สธ.กล่าวว่า แผนยุทธศาสตร์การจัดการการดื้อยาต้านจุลชีพประเทศไทย พ.ศ.2560-2564 ได้ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อเดือนสิงหาคม 2559 ประกอบด้วย 6 ยุทธศาสตร์ คือ 1.การเฝ้าระวังการดื้อยาต้านจุลชีพอย่างบูรณาการ 2.การควบคุมการกระจายยาต้านจุลชีพในภาพรวมของประเทศ 3.การป้องกันและควบคุมเชื้อดื้อยาและการใช้ยาต้านจุลชีพอย่างเหมาะสมในสถานพยาบาลและร้านยา 4.การป้องกันและควบคุมเชื้อดื้อยาและการใช้ยาต้านจุลชีพอย่างเหมาะสมในภาคการเกษตรและสัตว์เลี้ยง 5.การสร้างความตระหนักรู้แก่ประชาชนเรื่องเชื้อดื้อยาและยาต้านจุลชีพ 6.การพัฒนาโครงสร้างและกลไกของการทำงานเชิงบูรณาการ การติดตามประเมินผล และประสานความร่วมมือภายในประเทศและต่างประเทศในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์มีเป้าหมาย ลดการป่วยจากเชื้อดื้อยาร้อยละ 50 ลดการใช้ยาต้านจุลชีพในคนและในสัตว์ลงร้อยละ 20 และ 30 และประชาชนมีความตระหนักรู้เพิ่มมากขึ้นร้อยละ 20 ภายใน 5 ปี
ทั้งนี้ ในการใช้ยาเพื่อป้องกันปัญหาเชื้อดื้อ ได้แก่ 1.ใช้ยาปฏิชีวนะในกรณีจำเป็นเท่านั้น เช่น ไม่ใช้ยาปฏิชีวนะในโรคหวัด เนื่องจากโรคหวัดเกิดจากเชื้อไวรัส ส่วนยาปฏิชีวนะใช้ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย 2.กินยาปฏิชีวนะให้ครบตามแพทย์สั่ง อย่าหยุดยาเอง เพราะเชื้อแบคทีเรียจะปรับตัวให้คงทนต่อยามากขึ้นและกลายเป็นเชื้อดื้อยาในที่สุด 3.ใช้ยาอย่างสมเหตุสมผล ไม่ใช้ยาแรงเกินไป เพราะหากใช้ยาฤทธิ์แรงรักษาตั้งแต่เริ่มแรก หากเกิดการดื้อยาขึ้นจะไม่มียาขนานต่อไปให้รักษา ทั้งนี้ เกณฑ์ที่ใช้ระบุว่าผู้ป่วยที่เจ็บคอควรได้รับยาปฏิชีวนะ คือ ต้องมีอาการเจ็บคอร่วมกับอาการต่อไปนี้อย่างน้อย 3 ใน 4 ข้อ ได้แก่ 1.มีไข้ 38 องศาเซลเซียสขึ้นไป 2.มีฝ้าขาวที่ต่อมทอนซิล 3.คลำพบต่อมน้ำเหลืองโตที่ลำคอและกดเจ็บ 4.ไม่มีอาการไอ หากไม่มีอาการข้างต้น 3-4 ข้อ ไม่ควรใช้ยาปฏิชีวนะ สำหรับอาการไอ มีน้ำมูก เป็นแผลในปาก เสียงแหบ ไม่ใช้ข้อบ่งชี้ในการใช้ยาปฏิชีวนะ

“ฟ้าขาว”แซงโครแอตซิวถ้วยเดวิสคัพ

เฟเดริโก เดลโบนิส และ ฮวน มาร์ติน เดล ปอโตร ช่วยกันเก็บชัยวันสุดท้าย นำ “ฟ้าขาว” อาร์เจนตินา แซงชนะ โครเอเชีย ผงาดแชมป์เทนนิส เดวิส คัพ ครั้งแรก
ศึกเทนนิสทีมชายชิงแชมป์โลก “เดวิส คัพ 2016” รอบชิงชนะเลิศ ทัพนักหวดโครเอเชีย อดีตแชมป์ปี 2005 เปิดบ้านสนามอินดอร์ “ซาเกรบ อารีนา” พบกับ “ฟ้าขาว” อาร์เจนตินา รองแชมป์ 3 สมัย ใน 2006, 2008 และ 2011

ทั้งนี้หลังจากเกมสองวันแรก ทีมโครแอต ขึ้นนำ 2-1 แมทช์ ต้องการชัยชนะอีกแมทช์เดียว แต่ปรากฏว่าในการแข่งขันวันสุดท้ายเมื่อคืนวันที่ 27 พ.ย. ตามเวลาท้องถิ่น ประเภทเดี่ยวชนมือ นักสองอาร์เจนไตน์กลับเร่งเครื่องคว้าชัยได้ทั้งสองแมทช์ โดย เฟเดริโก เดลโบนิส ต้อนเอาชนะ อีโว คาร์โลวิช 3-0 เซต ด้วยสกอร์ 6-3, 6-4, 6-2

จากนั้น ฮวน มาร์ติน เดล ปอโตร ซึ่งมีอาการบาดเจ็บนิ้วมือซ้ายหัก แต่ยังสามารถพลิกสถานการณ์จากที่เสียไปก่อนสองเซต กลับมาฝ่ายเฉือนเอาชนะ มาริน ซิลิช ได้สำเร็จ 3-2 เซต ด้วยสกอร์ 6-7 (4-7), 2-6, 7-5, 6-4, 6-3 ส่งผลให้ อาร์เจนตินา คว้าแชมป์เดวิสคัพไปครองได้เป็นครั้งแรก

“ฮัลล์”ดับโทษนิวคาสเซิลลิ่วลีกคัพ

“เสือลาย” ฮัลล์ เล่นแค่ 10 คนในช่วงต่อเวลาพิเศษ ก่อนดวลจุดโทษเฉือนชนะ “สาลิกาดง” นิวคาสเซิล ผ่านเข้ารอบตัดเชือกศึกอีเอฟแอล คัพ ได้สำเร็จ
“เสือลาย” ฮัลล์ เล่นแค่ 10 คนในช่วงต่อเวลาพิเศษ ก่อนดวลจุดโทษเฉือนชนะ “สาลิกาดง” นิวคาสเซิล ผ่านเข้ารอบตัดเชือกศึกอีเอฟแอล คัพ ได้สำเร็จ

ศึกฟุตบอลอีเอฟแอล คัพ รอบ 5 หรือรอบ 8 ทีมสุดท้าย เมื่อคืนวันที่ 29 พฤศจิกายนที่ผ่านมา “เสือลาย” ฮัลล์ ทีมท้ายตารางศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ เปิดเคคอม สเตเดียม ต้อนรับ “สาลิกาดง” นิวคาสเซิล จ่าฝูงลีกแชมเปี้ยนชิพ

เกมนี้เจ้าบ้านต้องเหลือผู้เล่นเพียง 10 คนในช่วงท้ายเกมตามเวลาปกติ เนื่องจาก เดียอูเมอร์ซี เอมโบกานี ถูกใบแดงไล่ออกจากสนามในนาที 89 จบ 90 นาที เสมอ 0-0 ต้องต่อเวลาอีก 30 นาทีเพื่อตามหาผู้ชนะ แต่เป็นทีมเยือนที่ได้ประตูขึ้นนำไปก่อนจาก โมฮัมเมด ดิอาเม นาที 98 ก่อนที่เจ้าถิ่นจะตามทวงคืนได้จาก โรเบิร์ต สนอดกราสส์ นาที 99 ครบ 120 นาที เสมอ 1-1 ต้องดวลจุดโทษตัดสิน และเป็น ฮัลล์ ที่สังหารได้แม่นกว่าเป็นฝ่ายชนะ 3-1 ผ่านเข้ารอบรองชนะเลิศได้แบบหืดจับ

แนะ 5 กลุ่มเสี่ยงตรวจตาป้องกัน“ต้อหิน”

“กรมการแพทย์” เตือน 5 กลุ่มเสี่ยง ตรวจวัดความดันลูกตาและขั้วประสาทตา เหตุเสี่ยงเกิดโรคต้อหินนพ.ปานเนตร ปางพุฒิพงศ์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า โรคต้อหินเป็นโรคทางตาที่เป็นสาเหตุให้เกิดปัญหาตาบอดมากเป็นอันดับ 2 รองจากต้อกระจก ซึ่งต้อหินเกิดจากความดันภายในลูกตาสูงไปกดขั้วประสาทตา ทำให้ขั้วประสาทตาเสื่อม หรือฝ่อ เนื่องจากขาดเลือดไปเลี้ยงและลานสายตาแคบลง พบได้ตั้งแต่แรกเกิดจนถึงผู้สูงอายุ ทั้งในเพศชายและหญิง มักพบมากในคนที่มีอายุประมาณ 40 – 60 ปี ต้อหินเป็นโรคทางตาที่มีอันตรายมากที่สุด เพราะทำให้ตาบอดถาวรได้ เนื่องจากขั้วประสาทตาที่เสื่อม หรือฝ่อแล้วไม่สามารถทำการรักษาให้ดีเหมือนเดิมได้ สาเหตุของการเกิดต้อหิน คือ เกิดจากความผิดปกติของโครงสร้างของมุมตาแต่กำเนิด การกระทบกระเทือนต่อลูกตาจากสาเหตุภายนอก หรือเกิดจากการอักเสบภายในลูกตา
นพ.ปานเนตร กล่าวว่า ต้อหินมี 2 ประเภท คือ ต้อหินชนิดมุมปิด หรือชนิดเฉียบพลันเกิดจากมีการขัดขวางการไหลเวียนของน้ำในลูกตาที่เกิดขึ้นเฉียบพลัน จะมองเห็นสีรุ้งรอบดวงไฟ จะปวดตามาก ตาแดง ปวดศีรษะด้านตาข้างที่เป็น ลืมตาไม่ขึ้น บางรายมีอาการคลื่นไส้อาเจียน ผู้ป่วยควรมาพบแพทย์โดยเร็ว หากปล่อยทิ้งไว้เกิน 2 – 3 วัน อาจตาบอดได้ ต้อหินชนิดมุมเปิด เกิดจากการสร้างน้ำในตาไม่ปกติ หรือรูเปิดระบายน้ำออกผิดปกติ ไม่มีอาการผิดปกติ ไม่เจ็บ ไม่ปวด ผู้ป่วยกลุ่มนี้จึงมาพบแพทย์ช้า ผู้ป่วยจะมีลานสายตาแคบลงมองด้านข้างไม่เห็น มักเดินชนของ จึงเริ่มมาพบแพทย์เมื่อเป็นมากแล้ว
“วิธีป้องกันโรคต้อหิน แนะนำให้ผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป โดยเฉพาะผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นต้อหิน คนสายตาสั้นหรือยาวมาก ผู้ป่วยโรคเบาหวาน โรคเกี่ยวกับเลือดและหลอดเลือด และผู้ที่ใช้ยาหยอดตาพวกสเตียรอยด์ ควรเข้ารับการตรวจวัดความดันลูกตา และขั้วประสาทตาบ้าง และอาจตรวจซ้ำๆ ทุกๆ 1 – 5 ปี เพื่อไม่ให้ประสาทตาเสื่อมมากขึ้น ทั้งนี้ ปัจจุบันการรักษาโรคต้อหินทำได้หลายวิธี เช่น ใช้ยาหยอดตา รับประทานยา ยิงแสงเลเซอร์ ผ่าตัด แต่เป็นเพียงการระงับไม่ให้ประสาทตาถูกทำลายไปมากกว่าเดิม เพราะไม่สามารถรักษาให้ส่วนที่เสื่อมแล้วกลับมามองเห็นได้อีกครั้งเหมือนการรักษาต้อกระจก ซึ่งแต่ละวิธีมีข้อจำกัดขึ้นอยู่กับผู้ป่วยและประเภทของต้อหิน” รองอธิบดีกรมการแพทย์ กล่าว
นพ.ปานเนตร กล่าวว่า ผู้สูงอายุนอกจากเสี่ยงเป็นโรคต้อหินแล้ว ยังเป็นช่วงที่มีการเปลี่ยนสรีระทางสายตาเข้าสู่ภาวะสายตายาว หรือสายตาคนแก่ หากไม่ได้สวมแว่นสายตาช่วยจะต้องใช้กล้ามเนื้อตาเพ่งมองนานกว่าปกติ กล้ามเนื้อตาล้า และปวดเมื่อยตามากยิ่งหากใช้แท็บเล็ต หรือ สมาร์ทโฟน ที่มีขนาดตัวหนังสือเล็กๆ จะทำให้กล้ามเนื้อภายในและภายนอกลูกตาหดตัว เพื่อปรับระยะโฟกัสและมุมตามองใกล้ จึงขอแนะนำให้ดูแท็บเล็ต หรือ สมาร์ทโฟน ที่มีตัวอักษรขนาดใหญ่ มองแล้วสบายตาที่สุดตัวอักษรสีดำ พื้นจอสีขาว เพื่อถนอมสายตาให้อยู่ได้นานๆ

ตรวจสุขภาพประจำปี ก่อนสายเกินแก้

กรม สบส. เผยขณะนี้คนไทยวัย 15 ปีขึ้นไปเข้าใจการตรวจสุขภาพประจำปีไม่ถูกต้อง พบว่าร้อยละ 59 เข้าใจผิดคิดว่าคนที่มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง ไม่จำเป็นต้องตรวจสุขภาพประจำปี ชี้ผลเสียอาจทำให้รู้ตัวเมื่อสายเกินแก้นายแพทย์ประภาส จิตตาศิรินุวัตร รองอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (กรม สบส.) กระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ว่า กรม สบส.ได้ให้ความสำคัญต่อการให้ข้อมูลข่าวสารความรู้ด้านสุขภาพที่ถูกต้องแก่ประชาชน เพื่อดูแลสุขภาพตัวเองได้อย่างถูกต้อง เป็นวิธีการสร้างเสริมสุขภาพป้องกันการเจ็บป่วยให้แก่ประชาชน พร้อมทั้งแนะนำให้ประชาชนกลุ่มวัยต่างๆ ตรวจสุขภาพประจำปี เพื่อตรวจสอบว่ามีภาวะเสี่ยงต่อการเกิดโรคหรือไม่ และได้รับการป้องกันหรือรักษาได้อย่างถูกต้องก่อนที่อาการจะลุกลามรุนแรง จากข้อมูลรายงานของ สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ กระทรวงสาธารณสุข พบว่าจำนวนผู้ป่วยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ล่าสุดในปี 2558 มีผู้ป่วยเข้ารับการรักษาที่แผนกผู้ป่วยนอก 187 ล้านกว่าครั้ง มากกว่าปี 2556 ประมาณ 5 ล้านครั้ง มีผู้ป่วยนอนพักรักษาในโรงพยาบาล 19 ล้านกว่าคน เพิ่มจากปี 2556 ประมาณ 2 ล้านคน
นายแพทย์ประภาส กล่าวต่อว่า ขณะนี้พบว่ามีประชาชนบางส่วนยังเข้าใจการตรวจสุขภาพประจำปีไม่ถูกต้อง กรม สบส.ได้สำรวจความคิดเห็นประชาชนอายุ 15 ปีขึ้นไปครอบคลุม 4 ภาครวมทั้งในกทม.และปริมณฑล ในเดือนตุลาคม พ.ศ.2559 ใช้กลุ่มตัวอย่าง 512 คน เป็นชาย ร้อยละ 42 หญิง ร้อยละ 58 ผลปรากฏว่า กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 81 ให้ความคิดเห็นว่าการตรวจสุขภาพประจำปีมีผลดี ทำให้รู้ภาวะสุขภาพของตนเอง แต่มีกลุ่มตัวอย่างร้อยละ 59 ที่เข้าใจผิดคิดว่าคนที่มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง ไม่จำเป็นต้องตรวจสุขภาพประจำปี อาชีพที่เข้าใจผิดมากที่สุด ได้แก่ พ่อบ้าน/แม่บ้าน ร้อยละ 68 รองลงมาคืออาชีพรับจ้างทั่วไปร้อยละ 66 และธุรกิจส่วนตัวร้อยละ 63 โดยภาคใต้คิดเช่นนี้สูงที่สุดร้อยละ75 รองลงมาคือภาคกลาง และกรุงเทพฯ/ปริมณฑล ร้อยละ 60 เป็นที่น่าสังเกตว่าผู้ที่มีการศึกษาระดับสูงกว่าปริญญาตรีมีความเข้าใจผิดสูงอันดับ 1 ร้อยละ 61 รองลงมาคือระดับมัธยมศึกษา และประถมศึกษาร้อยละ 60
นายแพทย์ประภาส กล่าวต่อไปว่า การตรวจสุขภาพประจำปี มีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันมากกว่ามุ่งรักษา แต่ไม่ได้เป็นหลักประกันว่าจะปลอดจากโรคภัย เพียงช่วยให้ตรวจพบโรคหรือได้รับการรักษาในระยะเริ่มแรก รวมทั้งการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม เช่น การรับประทานอาหารหวาน ไขมันสูง การขาดการออกกำลังกาย การสูบบุรี่ เป็นต้น คนที่มีสุขภาพแข็งแรงก็ควรตรวจสุขภาพประจำปีเช่นกัน เพื่อตรวจค้นหาปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรค ค้นหาโรค และความผิดปกติที่อาจแอบแฝงอยู่แต่ยังไม่ปรากฏอาการผิดปกติ เช่น โรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง กรดยูริคสูง โรคตับ หากพบจะสามารถปรับแก้พฤติกรรมได้ทันท่วงที วิธีนี้จะช่วยลดจำนวนผู้ป่วย และอาการรุนแรงของโรคลงอย่างได้ผล ไม่ต้องรอให้เจ็บป่วยก่อนแล้วจึงค่อยมารักษา เพราะบางโรคเมื่อเป็นแล้วเป็นเลย รักษาไม่หายขาด ต้องกินยาควบคุมอาการตลอดชีวิต เช่นเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง
“หัวใจสำคัญของการมีสุขภาพดี อยู่ที่การดูแลสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ นอนพักผ่อนให้เพียงพอ และหมั่นสังเกตอาการผิดปกติต่างๆ และปรึกษาแพทย์เมื่อมีอาการผิดปกติ สำหรับการตรวจสุขภาพประจำปีจะครอบคลุม ทั้งการซักประวัติคัดกรองเพื่อหาปัจจัยเสี่ยงการเกิดโรค การตรวจร่างกาย การตรวจทางห้องปฏิบัติการ และให้คำแนะนำเพื่อปรับแก้พฤติกรรม กำจัดปัจจัยเสี่ยงป้องกันไม่ให้เกิดโรคในอนาคต” นายแพทย์ประภาสกล่าว

“ธอมป์สัน”ยิง60แต้มนำนักรบทุบเพเซอร์ส

โกลเดนสเตท วอร์ริเออร์ส ได้ “เคลย์ ธอมป์สัน” ยิง 60 แต้ม เปิดรังไล่ต้อน อินเดียนา เพเซอร์ส ขาดลอยในศึกเอ็นบีเอ
ศึกแม่นห่วงเอ็นบีเอ เมื่อเช้าวันที่ 6 ธ.ค. ตามเวลาประเทศไทย “นักรบ” โกลเดนสเตท วอร์ริเออร์ส ทีมนำในสายตะวันตก เปิดสนามออราเคิล อารีนา พบกับ อินเดียนา เพเซอร์ส

ปรากฏว่าเกมนี้ เคลย์ ธอมป์สัน การ์ดจอมแม่นของเจ้าถิ่น บุกยิงได้ถึง 60 แต้ม เป็นสถิติการทำแต้มสูงสุดในเอ็นบีเอฤดูกาลนี้ และเป็นสถิติทำแต้มสูงสุดของสโมสรในรอบกว่า 42 ปี ขณะที่ เควิน ดูแรนท์ ช่วยกดอีก 20 แต้ม ส่งผลให้ วอร์ริเออร์ส เปิดบ้านเอาชนะขาดลอย 142-106 คะแนน ยังคงมีผลงานดีที่สุดในลีกด้วยสถิติชนะ 18 แพ้ 3 ขณะที่ เพเซอร์ส รั้งอันดับ 9 ในสายตะวันออก มีสถิติชนะ 10 แพ้ 11

ด้านผลคู่อื่น แอลเอ เลเกอร์ส แพ้ ยูทาห์ แจ๊สส์ 101-107, ชาร์ล็อตต์ ฮอร์เน็ตส์ ชนะ ดัลลัส มาเวอริคส์ 109-101, ชิคาโก บูลส์ แพ้ พอร์ตแลนด์ เทรลเบลเซอร์ส 110-112, มิลวอกี บัคส์ แพ้ ซานอันโตนีโอ สเปอร์ส 96-97, นิวออร์ลีนส์ เพลิแกนส์ แพ้ เมมฟิส กริซซ์ลีส์ 108-110 (ต่อเวลา), ฮุสตัน ร็อคเก็ตส์ ชนะ บอสตัน เซลติกส์ 107-106, โตรอนโต แรพเตอร์ส แพ้ คลีฟแลนด์ คาวาเลียร์ส 112-116, บรู๊คลีน เนตส์ แพ้ วอชิงตัน วิซาร์ดส์ 113-118, แอตแลนตา ฮอว์คส์ แพ้ โอคลาโฮมา ซิตี ธันเดอร์ 99-102, ฟิลาเดลเฟีย เซเวนตีซิกเซอร์ส แพ้ เดนเวอร์ นักเก็ตส์ 98-106

“เอวร่า”เร้ายูเว่คว้าแชมป์กัลโช6สมัยซ้อน

ปาทริค เอวร่า กระตุ้นเพื่อนร่วมทีม “ม้าลาย” ยูเวนตุส ให้สร้างประวัติศาสตร์เป็นทีมแรกที่ป้องกันแชมป์กัลโช ซีรีส์ เอ อิตาลี ได้ถึง 6 สมัยติดต่อกัน
“ม้าลาย” ยูเวนตุส ยักษ์ใหญ่แห่งศึกกัลโช ซีรีส์ เอ อิตาลี หวังจารึกชื่อเป็นทีมที่ป้องกันแชมป์ลีกสูงสุดเมืองมะกะโรนีได้มากที่สุด หลัง ปาทริค เอวร่า แบ็คซ้ายจอมเก๋าชาวฝรั่งเศสปลุกเร้าให้เพื่อนร่วมทีมช่วยกันคว้าแชมป์ฤดูกาลนี้ให้ได้ เพื่อสร้างประวัติศาสตร์เป็นทีมแรกที่คว้าแชมป์ลีกสูงสุดของประเทศได้ถึง 6 สมัยติดต่อกัน เพราะอยู่ในฐานะแชมป์เก่ามาแล้วถึง 5 สมัยซ้อน นับตั้งแต่ฤดูกาล 2011/12 จนถึงซีซั่นก่อน

ตอนนี้ ยูเวนตุส รั้งตำแหน่งจ่าฝูง มี 36 แต้มจาก 15 นัด นำหน้า 2 ทีมตามหลังอย่าง “หมาป่า” โรม่า และ “ปีศาจแดงดำ” เอซี มิลาน อยู่ 4 คะแนน โดยมี 3 สโมสรที่เป็นเจ้าของสถิติป้องกันแชมป์ลีกสูงสุดเมืองมะกะโรนีได้มากที่สุดถึง 5 สมัยเท่ากัน ได้แก่ “กระทิงหิน” โตริโน ระหว่างปี 1943 และ 1946-1949 (ช่วงฤดูกาล 1943/44 และ 1944/45 เกิดเหตุสงครามโลกครั้งที่ 2), “งูใหญ่” อินเตอร์ มิลาน ระหว่างปี 2006-2010 รวมถึง ยูเวนตุส ที่เคยทำได้ 2 ครั้ง ระหว่าง 1931-1935 และระหว่างปี 2011 ถึงปัจจุบัน

`ขนมพ่นควัน`อันตรายต่อกระเพาะ

นักวิทยาศาสตร์เตือนอันตรายขนม พ่นควันหากกินไม่ถูกวิธี เสี่ยงเนื้อเยื่อระบบทางเดินอาหารไหม้ กระเพาะทะลุ แนะต้องรอให้ควันของไนโตรเจนเหลวระเหยหมดไปก่อนแล้วจึงรับประทาน
ปัจจุบันในธุรกิจอาหารมีการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้ร่วมกับกระบวนการผลิตอาหารมากมาย ส่วนหนึ่งเพื่อเพิ่มความแปลกใหม่และดึงดูดให้ลูกค้าสนใจ ล่าสุดจากการแชร์เรื่องราวทางสื่อออนไลน์ถึงการที่ร้านค้านำไนโตรเจนเหลวมาใช้ในการทำขนมเพิ่มอรรถรสในการกินด้วยการพ่นควัน พวยพุ่ง ออกอย่างสนุกสนาน แต่ก็มีกระแสข่าวที่บอกว่าเคยมีคนต่างชาติทานอาหารที่มีไนโตรเจนเหลวเข้าไปแล้วกระเพาะทะลุนั้น
นายวรวรงค์ รักเรืองเดช อาจารย์ประจำภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ได้ให้คำแนะนำถึงเรื่องดังกล่าวว่า การกินอาหารที่มีส่วนผสมของไนโตรเจนเหลว สิ่งสำคัญคือต้องรอให้ควันของไนโตรเจนเหลวระเหยหมดไปก่อนแล้ว โดยทั่วไปการนำไนโตรเจนเหลวมาใช้กับอาหารไม่มีอันตราย เพราะจะระเหยไปหมด ปัจจุบันนิยมนำมาใช้ในการถนอมอาหาร แต่การใช้กับอาหารนั้นต้องดูที่ความบริสุทธิ์ของไนโตรเจนเหลวที่ร้านค้านั้นเลือกซื้อมาใช้ เพราะมีหลายคุณภาพหลายราคา ไนโตรเจนเหลวที่บริสุทธิ์จริงๆ 99.99% จะมีราคาสูงและ ไม่มีสิ่งเจือปน แต่ถ้าเป็นไนโตรเจนเหลว 98% อาจจะมีสิ่งเจือปนอย่างอื่นที่ไม่รู้ว่าเป็นอันตรายหรือไม่รวมอยู่ก็ได้
นอกจากนั้น นายวรวรงค์ ยังได้เตือนผู้จำหน่ายและผู้บริโภคขนมในลักษณะดังกล่าวใน 2 ประเด็น คือ การสัมผัสโดยตรงกับ ไนโตรเจนเหลวในขณะที่ยังเป็นของเหลว และ การสูดดมก๊าซไนโตรเจนว่า ถ้าไนโตรเจนมา สัมผัสกับผิวหนังหรือเนื้อเยื่อภายในอวัยวะต่างๆ ในสถานะที่ยังเป็นของเหลวอยู่ สิ่งที่เกิดขึ้นคือจะทำให้ผิวหนังถูกเผาไหม้ คล้ายๆ กับการนำมือไปวางบนกระทะร้อนๆ ไนโตรเจนเหลวถ้าสัมผัสผิวหนัง หรือรับประทานเข้าไปในปริมาณมากๆ ในสถานะที่ยังเป็นของเหลวอยู่ ไนโตรเจนเหลว ก็ไม่สามารถระเหยหายไปได้ในทันที ทำให้ เกิดการเผาไหมบริเวณผิวหนังได้ เรียกว่า NitrogenBurn หรือการเผาไหม้จากไนโตรเจนเหลว
ส่วนการสูดดมควันระเหยไนโตรเจนปริมาณมากก็เป็นสิ่งที่ต้องระมัดระวัง แม้ว่าร่างกายเราสามารถรับไนโตรเจนในอากาศได้มากถึง 80% และออกซิเจน 20% เท่านั้น แต่หากสูดดมไนโตรเจนเข้าไปเพิ่มอีกอาจทำให้ขาดออกซิเจน หมดสติและเป็นอันตรายต่อสมองได้

“หนาวฉับพลัน” ควรทำร่างกายให้อุ่น

สภาพอากาศจากจังหวัดบุรีรัมย์ เริ่มแปรปรวนทั้งฝนตกและหนาวเย็นฉับพลัน ส่งผลให้เด็กคนชราหรือผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำเจ็บป่วยโรคระบบทางเดินหายใจเข้ารักษาต่อเนื่อง สาธารณสุขเตือนประชาชนดูแลสุขภาพทำร่างกายให้อบอุ่น แข็งแรงพร้อมเผยตั้งแต่ต้นปีพบผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่และปอดบวมแล้วกว่า 9 พันราย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังกรมอุตุนิยมวิทยาได้ประกาศแจ้งเตือนประชาชนให้ระมัดระวังผลกระทบในช่วงสภาพอากาศแปรปรวน เนื่องจากช่วงนี้มีความกดอากาศสูงกำลังค่อนข้างแรงจากประเทศจีน แผ่ลงมาปกคลุมประเทศไทยตอนบนและทะเลจีนใต้ตอนบน ทำให้มีอากาศเย็นลงและอุณหภูมิจะลดลง 4-6 องศาเซลเซียส ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและมีฝนผ้าคะนองร้อยละ 10-20 ของพื้นที่
ซึ่งวันนี้ที่จังหวัดบุรีรัมย์ มีอุณหภูมิลดลงอีก 2 องศาเซลเซียส โดยอุณหภูมิต่ำสุดอยู่ที่ 21 องศาเซลเซียส ทำให้ช่วงเช้ามีสภาพอากาศเย็นลงและมีหมอกปกคลุมส่งผลให้ประชาชนโดยเฉพาะเด็ก ผู้สูงอายุ ที่มีภูมิต้านทานต่ำเริ่มมีอาการเจ็บป่วยด้วยโรคระบบทางเดินหายใจ เช่น ไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ ปอดบวม จากสภาพอากาศที่แปรปรวน เข้ารับการตรวจรักษาตามโรงพยาบาลต่างๆอย่างต่อเนื่องและคาดว่าสภาพอากาศจะหนาวเย็นลงอย่างต่อเนื่องเช่นกัน
ด้าน น.พ.วิทิต สฤษฎีชัยกุล นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดบุรีรัมย์ กล่าวว่า ได้แจ้งเตือนประชาชนโดยเฉพาะเด็ก ผู้สูงอายุและผู้ที่มีโรคประจำตัว ซึ่งมีภูมิคุ้มกันต่ำและร่างกายอ่อนแอ ได้เฝ้าระวังดูแลรักษาสุขภาพ โดยการทำร่างกายให้อบอุ่นสวมใส่เสื้อผ้าหนาๆ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอและรับประทานอาหารที่เป็นประโยชน์ หลีกเลี่ยงการดื่มน้ำเย็นเพื่อป้องกันการเจ็บป่วยด้วยโรคระบบทางเดินหายใจเพราะช่วงที่สภาพอากาศหนาวจะเจ็บป่วยและเสี่ยงติดเชื้อไวรัสได้ง่าย ทั้งนี้ จากข้อมูลพบว่าตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาจนถึงขณะนี้มีประชาชนป่วยด้วยโรคไข้หวัดใหญ่และโรคปอด เข้ารับการรักษาตามโรงพยาบาลต่างๆ รวมแล้วกว่า 9,200 ราย