คลังเก็บหมวดหมู่: ข่าวทั่วไป

แนะ 10 เมนูเสี่ยงป่วยระบบทางเดินอาหาร

ในช่วงนี้ประชาชนหลายจังหวัดทั่วประเทศไทยได้แสดงพลังสามัคคีร่วมกิจกรรมในพิธีแสดงความไว้อาลัยถวายพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ สถานที่ต่างๆทั่วประเทศ โดยเฉพาะบริเวณท้องสนามหลวง และบริเวณรอบพระบรมมหาราชวัง ซึ่งมีประชาชนและร้านค้าจำนวนมากจัดบริการอาหารและเครื่องดื่มฟรีให้กับพี่น้องประชาชนที่มาเข้าร่วมถวายสักการะและลงนามแสดงความไว้อาลัยนายแพทย์เจษฎา โชคดำรงสุข อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ในช่วงนี้มีสภาพอากาศที่ร้อนอบอ้าวทำให้อาหารบูดเสียได้ง่าย ประชาชนจึงมีความเสี่ยงเจ็บป่วยจากโรคระบบทางเดินอาหารสูง

จากข้อมูลรายงานการเฝ้าระวังโรคของสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค ตั้งแต่ วันที่ 1 มกราคม-17 ตุลาคม 2559 ทั่วประเทศพบผู้ป่วยอาหารเป็นพิษ 102,673 ราย ไม่มีผู้เสียชีวิต และพบผู้ป่วยโรคอุจจาระร่วง 939,529 รายเสียชีวิต 4 ราย และตลอดทั้งปี 2558ที่ผ่านมา พบผู้ป่วยอาหารเป็นพิษ 129,638 ราย ไม่มีผู้เสียชีวิต และพบผู้ป่วยโรคอุจจาระร่วง 1,097,751 ราย เสียชีวิต 12 ราย ดังนั้นในช่วงนี้ขอให้ประชาชนเพิ่มความระมัดระวังในการรับประทานอาหารและน้ำดื่ม ไม่ว่าจะเป็นอาหารที่ปรุงเองที่บ้าน อาหารสั่งซื้อ หรือออกไปรับประทานอาหารตามจุดต่างๆ นอกบ้าน
อาหารที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคระบบทางเดินอาหารที่ประชาชนควรเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ 10 เมนูได้แก่ 1.ลาบ/ก้อยดิบ 2.ยำกุ้งเต้น3.ยำหอยแครง/ยำทะเล 4.ข้าวผัดโรยเนื้อปู5.อาหารหรือขนมที่มีส่วนประกอบของกะทิสด 6.ขนมจีน 7.ข้าวมันไก่ 8.ส้มตำ9.สลัดผัก และ 10.น้ำแข็งที่ผลิตไม่ได้มาตรฐาน
ซึ่งเมนูอาหารเหล่านี้ควรรับประทานเฉพาะที่ปรุงสุกใหม่ สำหรับอาหารทะเลขอให้ปรุงสุก หลีกเลี่ยงการปรุงโดยวิธีลวกหรือพล่าสุกๆ ดิบๆ ส่วนอาหารประเภทเนื้อสัตว์หมู ไก่ และไข่ ควรปรุงให้สุกก่อนรับประทานทุกครั้ง ไม่รับประทานแบบสุกๆดิบๆ นอกจากนี้ อาหารถุง อาหารกล่อง ควรแยกกับข้าวออกจากข้าว และควรรับประทานภายใน 2-4 ชั่วโมงหลังจากปรุงเสร็จ และหาก มีกลิ่นผิดปกติไม่ควรรับประทานเด็ดขาด เพื่อป้องกันโรคอาหารเป็นพิษและโรคอุจจาระร่วง

`ท้องเสีย` ห้ามกินยาหยุดถ่าย

กรมสบส.แนะประชาชน ท้องเสีย ห้าม!!กินยาหยุดถ่าย ชี้จะทำให้เชื้ออยู่ร่างกายนานอาการอาจรุนแรงขึ้น แนะดื่มผงน้ำตาลเกลือแร่แทนน้ำ
นพ.วิศิษฎ์ ตั้งนภากร อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) กระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ว่า จากการวิเคราะห์ปัญหาสุขภาพของประชาชนที่เดินทางไปถวายราชสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และใช้บริการที่หน่วยแพทย์ต่างๆทั้งภาครัฐและเอกชนซึ่งตั้งอยู่ที่บริเวณท้องสนามหลวงและใกล้เคียง 38 แห่ง พบว่าประชาชนเกิดอาการท้องเสียทุกวัน อย่างเช่นวันที่ 26 ตุลาคม 2559 พบ 45 ราย วันที่ 25 ตุลาคม พบ 34 ราย ส่วนใหญ่พบในช่วงเช้าจนถึงเที่ยงคืน จึงขอให้ประชาชนระมัดระวังสุขภาพ โดยเฉพาะเรื่องความสะอาดของมือ อาหารและน้ำดื่ม สาเหตุโรคท้องเสีย เกิดมาจากการรับประทานอาหารและเครื่องดื่มที่ไม่สะอาด ไม่ล้างมือให้สะอาดก่อนการเตรียมหรือปรุงอาหารหรือก่อนรับประทานอาหาร และภาชนะใส่อาหารและน้ำสกปรกหรือมีเชื้อโรคปะปน อาการสำคัญของโรคนี้คือ? ถ่ายอุจจาระเหลวมากกว่า 3 ครั้งต่อวัน หรือถ่ายเป็นน้ำหรือถ่ายเป็นมูกปนเลือดอาจมีอาเจียนร่วมด้วยโดยอาการอาจมีเพียงเล็กน้อยจนกระทั่งรุนแรง โรคนี้จะมีผลให้ร่างกายขาดน้ำและเกลือแร่จำนวนมากและรวดเร็ว ทำให้เกิดภาวะขาดน้ำและอ่อนเพลีย จนทำให้ช็อกหมดสติ ถึงแก่ชีวิตได้ โดยเฉพาะในเด็กเล็กและผู้สูงอายุ
นพ.วิศิษฏ์ กล่าวต่อว่า เรื่องที่ต้องระมัดระวังคือเมื่อเกิดท้องเสียแล้วไม่ควรซื้อยาหยุดถ่ายมากิน เนื่องจากยาหยุดถ่ายจะทำให้ลำไส้หยุดบีบตัว และเก็บกักเชื้อโรคที่เป็นต้นเหตุไว้ในลำไส้นานขึ้น ส่งผลให้ร่างกายกำจัดเชื้อโรคได้ช้าลง และเป็นผลเสีย ทำให้ท้องอืด ปวดแน่นท้องมากขึ้น และอาจทำให้อาการรุนแรงขึ้นได้ การดูแลที่ถูกต้องคือให้รับประทานอาหารอ่อนย่อยง่าย เช่น ข้าวต้ม โจ๊กหรือน้าข้าว เพื่อป้องกันการขาดสารอาหาร และดื่มสารละลายเกลือแร่ เพื่อป้องกันอาการขาดน้ำและเกลือแร่ที่เสียไปจากการท้องเสีย ซึ่งวิธีการรับประทานเกลือแร่ที่ถูกต้องคือ จิบในปริมาณน้อยๆ ไปเรื่อยๆ แต่จิบบ่อยๆ และดื่มให้หมดภายใน 24 ชั่วโมง หากอาการยังไม่ดีขึ้น และรู้สึกอ่อนเพลียมาก หน้ามืดหรือวิงเวียนเวลาเปลี่ยนท่าทางจากนั่งเป็นยืน ตาลึกบุ๋ม ปัสสาวะไม่ออกหรือปัสสาวะลดลง ปากแห้ง กระหายน้ำบ่อยและมาก ควรไปพบแพทย์
สำหรับการป้องกันโรคท้องเสีย ขอให้ประชาชนหมั่นล้างมือบ่อยๆ ด้วยน้ำและสบู่หรือล้างด้วยเจลแอลกอฮอล์ โดยเฉพาะหลังเข้าห้องน้ำและก่อนรับประทานอาหารทุกครั้ง เพื่อกำจัดเชื้อโรคออกไปจากมือ รับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่ ไม่มีส่วนประกอบของกะทิซึ่งบูดเสียได้ง่าย ดื่มน้ำสะอาดบรรจุขวด และก่อนการบริโภคทุกครั้ง ขอให้สังเกตวันหมดอายุ และสภาพของอาหารว่ามีกลิ่นและสีเป็นปกติหรือไม่

5 ผลไม้เพิ่มพลังให้มนุษย์ออฟฟิศ กินแล้วสดชื่นกระปรี้กระเปร่า

     5 ผลไม้เพิ่มพลังให้มนุษย์ออฟฟิศ กินแล้วสดชื่นกระปรี้กระเปร่า

5 ผลไม้เพิ่มพลัง
     สำหรับมนุษย์ออฟฟิศทั้งหลายที่ต้องนั่งทำงานติดต่อกันวันละ 8-9 ชั่วโมง ก็คงหนีความอ่อนเพลียและเมื่อยล้า ถ้าอย่างนั้นขอแนะนำผลไม้เหล่านี้ ที่เหมาะสำหรับมนุษย์ออฟฟิศอย่างที่สุด เพราะทั้งช่วยเพิ่มพลังงาน บูทสมองให้แล่นปรี๊ด แถมบำรุงสุขภาพได้เป็นอย่างดี
     1. แตงโม
     การไม่ค่อยดื่มน้ำในขณะที่นั่งทำงานจะทำให้เกิดภาวะขาดน้ำ ซึ่งการที่ร่างกายขาดน้ำก็เป็นสาเหตุที่ทำให้รู้สึกไม่มีสมาธิและอ่อนเพลีย ดังนั้นถ้าอยากเพิ่มความสดชื่นให้กับร่างกายละก็ นอกจากจะดื่มน้ำแล้วขอแนะนำให้รับประทานแตงโมค่ะ เพราะแตงโมมีส่วนประกอบของน้ำถึง 95% แถมยังมีวิตามินซีที่ช่วยเสริมสร้างสมองให้ทำงานได้ดียิ่งขึ้น

     2. ทับทิม
     ทับทิมเป็นผลไม้อีกชนิดหนึ่งที่อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งจะเข้าไปป้องกันไม่ให้เซลล์ต่าง ๆ ถูกทำลาย โดยเฉพาะเซลล์สมอง อีกทั้งในทับทิมยังมีปริมาณน้ำตาลค่อนข้างสูง เมื่อรับประทานเข้าไปแล้วน้ำตาลในทับทิมก็จะถูกส่งไปเลี้ยงสมองและร่างกายทำให้รู้สึกกระปรี้กระเปร่ามากขึ้น

     3. บลูเบอร์รี
     มหาวิทยาลัยทัฟส์ ในสหรัฐอเมริกาได้แนะนำว่าบลูเบอร์รีเป็นผลไม้ที่ควรรับประทานเป็นอย่างยิ่ง เพราะช่วยสร้างเสริมการทำงานของสมองได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังช่วยชะลอการสูญเสียความทรงจำในระยะสั้นอีกด้วย

     4. ส้ม
     จะดีแค่ไหนถ้าหากในเวลาทำงานรู้สึกง่วง ๆ แล้วได้รับประทานส้มรสชาติอมเปรี้ยวอมหวานสักหน่อย แน่นอนล่ะว่าจะทำให้คุณรู้สึกตาสว่างอย่างแน่นอน ซึ่งนอกเหนือจากรสชาติของส้มแล้ว สิ่งที่ทำให้หายง่วงเป็นปลิดทิ้งก็คือปริมาณของน้ำตาล ไฟเบอร์ และน้ำที่อยู่ในส้มที่จะช่วยเพิ่มพลังให้คุณได้อย่างรวดเร็ว

     5. สตรอว์เบอร์รี
     น้ำตาลในผลไม้ทุกชนิดเป็นน้ำตาลชนิดที่ร่างกายสามารถดูดซึมไปใช้ได้ในทันที ซึ่งสตรอว์เบอร์รีก็มีน้ำตาลไม่แพ้กับผลไม้ชนิดอื่น ๆ ทำให้รับประทานเข้าไปแล้วรู้สึกมีพลังมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยป้องกันและลดความเสี่ยงภาวะสมองเสื่อมได้

4 อาหารเชื้อโรคเยอะ แต่เราก็ยังกิน

     การรับประทานอาหารให้ถูกสุขลักษณะ นั้นนับเป็นเรื่องที่ควรทำ เพราะนอกจากจะปลอดภัยต่อร่างกายแล้ว ยังทำให้ร่างกายได้รับคุณประโยชน์จากสารอาหารที่เรารับประทานเข้าไปได้อย่างครบถ้วน แต่อาหารบางประเภทนั้น ก็แผงไปด้วยภัยร้าย เชื้อโรคมากมายที่ปะปนอยู่ในอาหาร แล้วเราก็รัปประทานมันเข้าไปแบบไม่รู้ตัว

4 อาหารเชื้อโรคเยอะ

     วันนี้ ขอรวบรวม อาหารที่ขึ้นชื่อว่า เป็น ของกินเชื้อโรค ที่พบมากที่สุด และถึงแม้ว่าจะรู้ทั้งรู้ แต่ก็ยังยอมเสี่ยงตาย เพื่อให้ได้กินของอร่อยเหล่านี้เข้าไป

โรตีอาบัง

 

     1. โรตีอาบัง ขนมที่ใครๆก็วิ่งเข้าใส่ เมื่ออาบังเข็นรถเข็นผ่านหน้าบ้านพร้อมบีบแตรเรียก โดยเฉพาะเด็กๆ นี่วิ่งมาหน้าบ้านแทบไม่ทัน แต่รู้ไหมว่า การทำโรตีนั้น ใช้มือล้วนๆ ตั้งแต่ปั้นแป้ง แผ่แป้งไปกับรถเข็น แล้วหนำซ้ำยังใช้มือตบโรตีเข้าไปอีก คำถามคือ ในระหว่างที่อาบังเดินทางมาขายโรตีนั้น มือของเขาสัมผัสกับอะไรบ้าง ผ่านการล้างมือเช็ดมือบ้างไหม และ ที่สำคัญฝุ่นและเชื้อโรคที่รับมาตลอดทาง ก็สะสมอยู่ใน โรตีอาบัง กรอบอร่อยที่เรากินกันนั่นล่ะ

 ใส้กรอกอีสานแพ

     2. ใส้กรอกอีสานแพ เคยสังเกตเห็นรถขาย ใส้กรอกอีสาน ที่นำใส้กรอกมัดเป็นปมกลมๆ เล็กๆ กินอร่อยพอดีคำ วางเรียงประหนึ่งผ้าม่านสวยๆ บนรถเข็น ที่ขับผ่านไปผ่านมาบนท้องถนน แล้วน้ำลายสอไหม? แล้วคุณเคยสังเกตไหมว่า ตลอดระยะทางที่เดินทางไปขาย ใส้กรอกเหล่านี้ ผ่านควันรถ ผ่านฝุ่น มามากมายขนาดไหนคงไม่ต้องบรรยาย แต่พอได้กลิ่นย่างหอมๆเท่านั้นล่ะ ซื้อตลอดด

ขนมโตเกียว

     3. ขนมโตเกียว จัดเป็นของโปรดเด็กๆ (ผู้ใหญ่ก็โปรด) อันดับต้นๆเลยทีเดียว แต่การทำขนมโตเกียวนั้น วิธีการคล้ายโรตีเช่นกัน เพราะต้องใช้มือสัมผัสกับขนมตลอด ไม่ว่าจะหยิบใส่ถุง บีบขนมให้ได้รูปสวย และโดยเฉพาะใส้หวาน ที่มีส่วนผสมทั้งนม ไข่ เนย ซึ่งเหล่านี้หากอยู่ในอุณภูมิที่ไม่เหมาะ หรือร้อนเกินไป อาจเสียหรือมีเชื้อ สแตปฟิโลคอคคัส ออเรียส ที่ทำให้เกิดการคลื่นใส้ ท้องเสียได้ ยิ่งท้องน้อยๆของเด็กๆกินเข้าไป คงจะได้รับเชื้อมากกว่าผู้ใหญ่อย่างเราเป็นแน่

ปลาหมึกบด

     4. ปลาหมึกบด ขาเมาคงยอมแลกเมื่อได้กับแกล้มราคาย่อมเยาว์ชั้นดี อย่างปลาหมึกบด ตามรถเข็นเช่นกัน แต่ก่อนที่จะตัดสินใจซื้อ สังเกตุสักนิดว่า ปลาหมึกที่แขวนอยู่บนรถนั้น มีเชื้อราติดอยู่บ้างไหม เพราะปลาหมึกเหล่านี้ หากเก็บรักษาไม่ถูกสุขลักษณะ มันก็จะมีเชื้อราปะปนอยู่ในนั้นมากมาย อาจทำให้ท้องร่วงได้เลยทีเดียว และอย่าบอกว่า มันผ่านการย่างมาแล้ว เพราะความร้อนเท่านั้นไม่สามารถฆ่าเชื้อราได้อย่างสิ้นเชิงนะจ๊ะ มันแค่เหมือนอุ่นๆเท่านั้นเอง เผลอๆ จะทำให้เชื้อรากระจายตัวได้เยอะขึ้นกว่าเดิมซะอีก

     ดังนั้น เพื่อสุขอนามัยที่ดี ก่อนจะตัดสินใจซื้ออาหารรับประทาน ก็ควรสังเกตุ หรือเลือกร้านที่ดูสะอาด หรือมีวิธีการทำอาหารที่ไม่สัมผัสกับอาหารโดยตรง โดยเฉพาะหากเป็นช่วงหน้าร้อน เพราะแบคทีเรียจะเจริญเติบโตได้เร็วขึ้น และเมื่อเรารับประทานเข้าไปก็อาจมีเชื่อโรคปะปนเข้าสู่ร่างกายได้

อาหารเช้าแบบฉบับชาวตรัง

     วิถีชีวิตของชาวตรังวันนี้ ก็ไม่ได้เปลี่ยนไปจากอดีตเลย ที่ในอดีตชาวสวนยาง ต้องเริ่มกิจการธุรกิจสวนยางกันตั้งแต่หลังเที่ยงคืน เพื่อกรีดยาง จวบจนเช้ามืด พ่อค้าแม่ค้าชาวไทยเชื้อสายจีน หลังจากเสร็จภารกิจค้าขายกันที่ตลาดสดยามเช้าแล้ว ก็เป็นเวลาที่ทุกคนต่างมีความสุขในการกินอาหารมื้อเช้าที่แสนพิเศษอลังการ

อาหารเช้าแบบฉบับชาวตรัง

     คือมีอาหารจานเล็กๆ สารพัดเมนูวางเต็มโต๊ะ ประสบการณ์ครั้งแรกของเรา ตกใจมากเมื่อพนักงานวางถ้วยติมซำมากมายก่ายกองบนโต๊ะให้เรา และนี่ล่ะ คืออาหารเช้าแบบฉบับคนตรังจริงๆ ติ่มซำ หมูย่าง พร้อมจิบชากาแฟ แล้วก็เร่ิมต้นเสวนา คุยกันไป พลางนั่งฟังข่าวสารจากวิทยุถึงราคาความเคลื่อนไหวของราคายาง จากการเริ่มคุยเรื่องใกล้ตัวในชุมชน ก็จะเป็นเรื่องสังคม เศรษฐกิจ ข่าวสารเหตุการณ์ประจำวัน แต่หัวข้อพูดคุยและการวิพากษ์วิจารณ์ที่คุยกันได้อย่างสนุกถกกันอย่างออกรสชาติมากที่สุด ก็คงไม้พ้นเรื่องการเมือง ซึ่งกลายเป็นที่มาของ “สภากาแฟ” นี่เอง

โกปี้- แซ่ล้อง ร้านโกปี้ หรือร้านน้ำชา

     โกปี้- แซ่ล้อง ร้านโกปี้ หรือร้านน้ำชา คู่กับคนเมืองตรังมาไม่ต่ำกว่า 50 ปี ในการจะมีเมนูให้เลือก เช่น โกปี้ กาแฟใส่นมหรือกาแฟร้อน โกปี้อ้อ หมายถึง กาแฟ- น้ำตาล ไม่ใส่นม หรือที่เรียกว่ากาแฟดำ แซ่ล้อง หมายถึง ชา- นมข้นหวาน หรือชาร้อน และแต้โอเลี้ยง หมายถึง ชาดำเย็นนั่นเอง กาแฟและชาเมืองตรังมีเอกลักษณ์ที่สำคัญ ก็คือ ยังใช้วิธีการกรองกาแฟก้วยถุงผ้าแบบเก่าอยู่ และผงกาแฟที่ใช้ในร้านจะเป็นกาแฟที่ผลิตขึ้นเองทุกขั้นตอนจากท้องถิ่น ทั้งในตัวเมืองและชุมชนบนเกาะ เช่น เกาะลิบง เกาะมุก ปัจจุบันยังมีการคั่วและบดกาแฟเอง

ติ่มซำ

     ติ่มซำ เป็นเมนูอาหารเช้าคู่กับกาแฟ-หมูย่างมานาน แรกเริ่มเมนูติ่มซำจะมีแค่ฮะเก๋า ขนมจีบ เคียงคู่กับซาลาเปา บะจ่าง ขนมขึ้น และปาท่องโก๋หรือที่ชาวตรังเรียกว่า “จาโก๋ย” วิธีรับประทานคือ ฉีกปาท่องโก๋ให้เป็นช่องตรงกลางเอาขนมจีบมาใส่แล้วราดด้วยน้ำจิ้ม ต่อมาปี 2552เมนูติ่มซำถูกนำไปเป็นเมนูอาหารเช้าของโรงแรมธรมรินทร์ และขึ้นชื่อเรื่องความอร่อย ขนมจีบก็มีการพัฒนาหลากรูปแบบขึ้น ทั้งขนมจีบห่อไส้กรอก ห่อหมูสับ ห่อไข่นกกระทา ห่อกุ้งสับ ปอเปี้ยะทอด อื่นๆ จนเป็นติ่มซำชุดใหญ่เต็มโต๊ะ ที่เห็นร้านกันอยู่ในปัจจุบัน และสิ่งที่ทำให้ขนมจีบอร่อยยิ่งขึ้นก็คือ น้ำจิ้มที่มีส่วนผสมของ “น้ำส้มเจื่อง” เคล็ดลับความอร่อยตัวจริง สูตรชาวตรังโดยแท้หาที่อื่นไม่ได้ ใช้จิ้มได้ทั้งหมูย่างและขนมจีบ สำหรับอาหารเช้าตามแบบฉบับเมืองตรังหากินได้ในเมือง โดยเฉพาะที่ถนนห้วยยอดมีร้านอร่อยขึ้นชื่อหลายร้าน เช่น ร้านตรังหมูย่าง ร้านพงษ์โอชา

หมูย่างเมืองตรัง    หมูย่าง
การย่างหมูทั้งตัวของเมืองตรังจะมีหนังกรอบตามแบบโบราณ รสชาดกลมกล่อมด้วยเครื่องเทศที่เป็นสูตรเฉพาะ รับรองว่าถ้าไม่ใช่คนตรังโดยกำเนิดไปย่างอย่างไรก็ไม่เหมือน นักท่องเที่ยวที่ต้องการหมูย่างเป็นของฝากหาซื้อได้ในตลาดสด หรือตามแผงร้านขายน้ำชาบริเวณถนนห้วยยอด ในเขตเทศบาลเมืองตรัง

ขนมเค้กเมืองตรัง     ขนมเค้กเมืองตรัง
     เอกลักษณ์ของขนมเค้กเมืองตรังคือ ต้องมีรูตรงกลาง ซึ่งเป็นแบบพิมพ์จากเค้กขุกมิ่ง ต้นตำรับเค้กเมืองตรังที่มีมากกว่า 60 ปี ความอร่อยของขนมเค้ก เมืองตรังอยู่ที่ความนุ่มหอม และมีหลายรสให้เลือก ไม่ใส่วัตถุกันเสีย มีวันหมดอายุกำกับไว้ที่ข้างกล่อง

วัฒนธรรมการกินอาหารของชาวล้านนา

     จะพูดไปวัฒนธรรมการกินอาหาร เรียกได้ว่าเป็นศิลปะอย่างหนึ่งในการกิน คือ รู้ว่าควรจะกินอย่างไร การวางตัวแบบไหน ถ้าต้องไปรับประทานอาหารในที่ต่างบ้านต่างเมือง พูดง่ายๆแบบภาษาแถวบ้านปนสำเนียงนักเลงก้นซอยเขาเรียก “กินให้เป็น” ครับ นั้นแหละถึงจะเรียกได้ว่าเกิดมาเป็นคน คนที่มีศิลปะ

วัฒนธรรม

     มาว่ากันที่เรื่องวัฒนธรรมการกินของชาวล้านนา คนที่นี้นิยมรับประทานพืชที่ขึ้นเองตามธรรมชาติ อาจจะเป็นผักป่า หรือว่าผักข้างรั้ว กินข้าวเหนียวเป็นอาหารหลักไม่ต่างจากคนอีสาน นิยมปรุงอาหารโดยไม่ใส่น้ำตาล มีรสเค็มนำหน้าและเผ็ดเล็กน้อย ใช้กะทิปรุงน้อยกว่าภาคกลาง นิยมแกงแบบน้ำขลุกขลิก และน้ำพริกต่างๆก็ค่อนข้างแห้ง เพราะอย่าลืมว่าชาวล้านนารับประทานด้วยวิธีปั้นข้าวเหนียวเป็นก้อนเล็กๆ แล้วจิ้มลงไปในน้ำแกง (เขียนมาถึงตรงนี้ก็เกิดอาการหิวข้าวทันที)

     ผักป่า ที่คุณน้องเนย รักษ์โลก ไม่แยแสที่จะกิน แต่คนล้านนาเขากิน เป็นผักที่ได้มาจากป่า หรือจากแพระ (ป่าละเมาะ) ในฤดูร้อน ได้แก่ ปลีกล้วย ยอดมะขาม ยอดมะม่วง ผักเสี้ยว ผักเฮือด ส่วนในฤดูฝน จะมีอาหารจากป่ามากหน่อย เช่น หน่อไม้ เห็ด ผักหวาน ผักปู่ย่า ในทุ่งนามีผักสีเสียด ผักกาดนา หรือผักจุมปา ผักแว่น ผักบุ้ง เป็นต้น

     สำหรับการจัดสำรับอาหาร ที่นี้ก็จะ จัดใส่ขันโตกหรือโก๊วะข้าว ที่ทำมาจากไม้ ซึ่งนิยมใช้ไม้สักในการทำขันโตก ปัจจุบัน มีการนำเอาหวายมาสานเป็นขันโตกได้ด้วย

     ในกรณีงานทำบุญใหญ่ เช่น งานปอยหลวง งานปอยหน้อย หรืองานบวชเณร งานทำบุญขึ้นบ้านใหม่ หรือจะเป็นงานศพ ฯลฯ ชาวล้านนานิยมใช้ถาด ซึ่งหาซื้อได้ทั่วไปในท้องตลาด เหมือนผ้าอนามัยตาม 7-11 เป็นถาดที่มีลวดลาย ส่วนใหญ่ จะเป็นลายดอกไม้สีสดใส มาใช้เป็นภาชนะใส่อาหารแทนขันโตก ปัจจุบันยังพบว่ามีการใช้อยู่ในแถบนอกเมือง

     และสุดท้ายการรับประทานอาหารอาหารของชาวล้านนา มักจะให้พ่อแม่ หรือญาติผู้ใหญ่ที่อาวุโสที่สุดในบ้านรับประทานเป็นคนแรก จากนั้น ลูกๆ หรือผู้อ่อนอาวุโสจึงจะลงมือรับประทาน ซึ่งเป็นประเพณีนิยมมาแต่โบราณกาล มาอย่างนมนานแล้ว

     มาถึงตรงนี้ก็คงจะพอทราบกันแล้วแหละว่าเป็นยังไง จริงๆก็ไม่มีอะไรซับซ้อน ซ่อนเงื่อนหรอกกับวัฒนธรรมการกินของคนที่นี่

     ถ้าถามว่าเรื่องแบบนี้สำคัญและควรจะรู้มั้ย ถ้ามาเที่ยวเชียงใหม่?

     ขอบอกไว้เลยว่า สำคัญมาก หากคุณได้มีโอกาสเป็นลูกเขย ลูกสะใภ้ ของคนที่นี่ครับ

เจ้าสาวผู้เปี่ยมพรสวรรค์ถักทอเรื่องราวความรักของตัวเอง ลงบนชุดแต่งงานส่าหรีแลงก้า

     นานมาแล้วก่อนที่ Kresha Bajaj จะกลายเป็นว่าที่เจ้าสาว เธอมีความฝันว่าสักวันหนึ่งเธอจะได้ออกแบบชุดแต่งงานของตัวเอง จนกระทั่งวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา Kresha Bajaj ได้ตัดสินใจเข้าพิธีสมรสกับ Vanraj Zaver ที่พระราชวังลีลาในเมืองอุทัยปุระ ประเทศอินเดียซึ่งในที่สุดความฝันของ Bajaj ก็เป็นจริง หนึ่งในผลงานอันน่าทึ่งของเธอที่สร้างสรรค์ขึ้นมาเพื่อโอกาสนี้คือชุดส่าหรีแลงก้าหรือชุดกระโปรงยาวที่เธอเย็บปักถักร้อยเรื่องราวแห่งความรักของตัวเองลงไป

kresha-bajaj

     ว่าที่เจ้าสาวอธิบายว่า “บริเวณตรงกลางชุดมีลวดลายซึ่งดูคล้ายๆกับสัญลักษณ์รูปตัววีแต่ที่จริงแล้วนั่นคือชื่อของเราที่ถูกปักด้วยด้าย Zari ขณะที่แต่ละแถวก็จะมีกรอบซึ่งแทนช่วงเวลาหรือเหตุการณ์สำคัญในชีวิตของเรา ดังนั้นถ้าคุณกวาดสายตาไปรอบๆชุดส่าหรีแลงก้าจากซ้ายไปขวาก็จะเห็นเรื่องราวทั้งหมดของเราเผยออกมา”

zari
     ยกตัวอย่างเช่นเธอปักรูปโลมากระโดดไว้ที่ริมผ้าด้านหลังเนื่องจากเรื่องราวความรักของบ่าวสาวคู่นี้เริ่มจากการประท้วงการกักขังสัตว์ทะเลเลี้ยงลูกด้วยนมนั่นเอง

bajaj

     และเพราะ Bajaj รู้ดีว่าเธอคงไม่มีโอกาสได้สวมชุดนี้อีกแล้ว เธอจึงตัดสินใจนำชุดส่าหรีแลงก้าไปใส่กรอบและแขวนไว้ในบ้านที่มุมไบของเธอหลังจากที่งานแต่งงานสิ้นสุดลงแล้ว “ฉันตั้งใจจะทำให้เหมือนว่านี่คืองานศิลปะก็เลยนำชุดแต่งงานนี้ไปใส่กรอบและแขวนผนังไว้ซึ่งเป็นสิ่งที่มีความหมายและดูได้ไม่เบื่อเลย เพราะมันคือเรื่องราวความรักของเรานี่คะ”

adrienne-maloof
     Bajaj ได้แนวคิดการนำชุดแต่งงานนี้ไปใส่กรอบขณะที่กำลังนั่งดูรายการเรียลลิตี้ Real Housewives of Beverly Hills “ฉันเห็นชุดแต่งงานใส่กรอบของ Adrienne Maloof ค่ะก็เลยตัดสินใจว่าจะเอาชุดส่าหรีแลงก้าของฉันไปใส่กรอบบ้าง”

koecsh

     Bajaj มีผลงานแฟชั่นเป็นของตัวเองในแบรนด์ชื่อ Koecsh ซึ่งเป็นเสื้อผ้าแนวตะวันตกและอินเดียล้ำสมัย “ส่วนใหญ่ฉันจะทำงานเน้นเสื้อผ้าสั่งตัดตามแบบหรือวาระพิเศษเนื่องจากบรรดาลูกค้าของฉันมักจะนำเสนอตัวเองผ่านวิธีการแต่งตัว”

วิธีในการดูแล และการควบคุมการเกิดของสิวให้ถูกจุดและถูกต้อง

     วัยรุ่นเกือบทุกคนต้องเผชิญกับปัญหาสิวอย่างน้อยสักครั้งในชีวิต ไม่ว่าจะสิวแบบเบาๆหรือสิวแบบรุนแรงเราก็ต้องควบคุมให้อยู่หมัด

วิธีในการดูแล

     อะไรทำให้เป็นสิว?
     ในช่วงวัยแรกรุ่นผิวจะเริ่มมันขึ้นทำให้เกิดสิว มีความเชื่อมากมายว่าอะไรทำให้เป็นสิาวแต่ปัจจัยหลักๆมีอยู่ 3 ข้อ

     1.ฮอร์โมน
     ฮอร์โมนที่เรียกว่าแอนโดรเจนจะถูกสร้างขึ้นในช่วงอายุ 12-14 ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นต่อมไขมันบนหน้า หลัง ไหล่ และอกด้านบน มีหน้าที่ทำให้เกิดการผลิตความมันออกมามากขึ้น ส่งผลให้เป็นสิวได้ง่าย และสำหรับผู้หญิงที่สิวขึ้นในช่วงมีประจำเดือนนั้น เกิดจากการเปลี่ยนแปลงระดับฮอร์โมนในร่างกาย

      2.พันธุกรรม
     พันธุกรรมเป็นอีกหนึ่งสาเหตุของการเกิดสิว โดยถ้าพ่อแม่เคยเป็นสิวอย่างรุนแรงในช่วงวัยรุ่น ก็มีโอกาสที่เราจะเป็นสิวแบบนั้นได้เช่นกัน

     3.ต่อมไขมัน
     ตุ่มสีขาวหรือสีดำเล็กๆเกิดขึ้นได้เมื่อความมันในต่อมไขมันมาเจอกับเซลล์ผิว และทำให้เกิดเป็นสิวและหลุมสิว

สิว

     อะไรที่ทำให้เป็นสิว

     อะไรที่ไม่ได้ทำให้เกิดสิว?
     อย่าเชื่อในสิ่งที่ผิด เพราะสิ่งเหล่านี้ไม่ได้เป็นตัวการที่ทำให้เกิดสิว

     สิ่งสกปรก สิวหัวดำไม่ได้เกิดจากสิ่งสกปรก แต่เกิดจากปฏิกิริยาทางเคมีที่ทำให้เปลี่ยนเป็นสีดำ และไม่ว่าจะล้างหน้าสะอาดแค่ไหน สิวก็ยังสามารถเกิดขึ้นได้
     ติดต่อจากคนอื่น สิวไม่ใช่โรคติดต่อ และเราไม่สามารถรับสิวจากคนอื่นหรือส่งต่อให้คนอื่นได้
ความคิดของเรา การคิดถึงเรื่องเพศไม่ได้ทำให้เป็นสิวได้
      อาหาร แม้ว่าชอคโกแลต น้ำอัดลม และอาหารมันๆจะไม่ดีต่อสุขภาพ แต่มันไม่ใช่สาเหตุโดยตรงที่ทำให้เกิดสิว
     หยุดสิวยังไงดี?
     อย่ากดหรือบีบสิว เพราะการกดหรือบีสิว ก็เท่ากับการเปิดต่อมไขมันที่ทำให้สิวแดงและลึกลงไปในชั้นผิว หรือเป็นแผลเป็นได้
     อย่าถูหน้าแรงเกินไป เพราะจะทำให้ผิวหน้าระคายเคืองมากกว่าเดิม
     อย่าใช้เครื่องสำอางหรือผลิตภัณฑ์สระผมที่ทำให้หน้าและผมมัน เพราะจะทำให้ต่อมไขมันอุดตันและทำให้เป็นสิวหนักขึ้น
     ควบคุมความเครียด บางครั้งความเครียดและความกังวลก็เป็นสาเหตุของสิว ดังนั้นจึงควรพยายามลดความเครียดและพักผ่อนให้เพียงพอ
     ยาบางชนิดทำให้สิวขึ้นได้ ฉะนั้นให้ถามหรือบอกแพทย์ก่อนที่จะรับยา
     ยาคุมเป็นตัวช่วยหยุดสิวในช่วงวัยรุ่น แต่ถ้ากินยาคุมกับยาอื่นๆด้วยอาจทำให้ประสิทธิภาพลดลง

หยุดสิว     อะไรไม่ได้ทำให้เกิดสิว

     วิธีรักษา
     ไม่ว่าจะเป็นเจล โลชั่น หรือครีมล้างหน้าของกลุ่มยา Benzoyl peroxide ก็ถือเป็นที่นิยมอย่างมากทั้งในไทยและต่างประเทศ เพราะมันช่วยรักษาสิวได้อย่างเห็นได้ชัดที่สุดโดยไม่ต้องรอใบสั่งยาจากแพทย์ หน้าที่ของมันคือไปฆ่าแบคทีเรียในผิว ปิดต่อมไขมัน และเยียวยารักษาสิว ยากลุ่มนี้มีอยู่หลากหลายยี่ห้อ ซึ่งมีระดับความเข้มข้นของยาตั้งแต่ 2.5-10% แต่หากเลือกใช้เจลอาจมีผลให้ผิวแห้งและทำให้ผิวแดงได้มากกว่าการใช้โลชั่นหรือครีมล้างหน้า ฉะนั้นหากเพิ่มเริ่มใช้ ให้ลองใช้โลชั่นหรือครีมก่อนจะดีกว่า

     วิธีใช้ยาBenzoyl peroxide
     ให้ใช้แบบค่อยเป็นค่อยไป โดยเริ่มจากการใช้ครีมล้างหน้าหรือโลชั่นที่มีส่วนผสม 5% สัก 1 ครั้งต่อวัน หลังจากนั้นเมื่อผ่านไป 1 อาทิตย์ ถ้าผิวไม่ลอกหรือแดงจนเกินไป ให้ลองเพิ่มการใช้เป็น 2 ครั้ง ในตอนเช้าและเย็น
     อย่าป้ายลงบนหัวสิว แต่ให้ใช้วิธีทาบางๆรอบๆบริเวณที่คิดว่าสิวอาจเกิด และหลีกเลี่ยงการทาบริเวณรอบดวงตา
     ถ้าใช้ยาที่มีส่วนผสมของ Benzoyl peroxide 5% สัก 4-6 อาทิตย์แล้วยังไม่ได้ผล ให้เพิ่มความเข้มข้นเป็น 10% และค่อยๆทาจากวันละครั้งเป็นวันละ2ครั้ง

วิธีใช้ยาอะไรไม่ได้ทำให้เกิดสิว

     การรักษาที่เข้มข้นกว่า
     Retinoid – ถ้า Benzoyl peroxide ไม่ช่วยให้สิวหายไป แพทย์อาจแนะนำให้คุณใช้     Retinoid ซึ่งอาจมาเป็นรูปแบบของครีมหรือเจลที่จะช่วยปิดต่อมไขมัน แต่ที่สำคัญที่สุดคือต้องใช้อย่างถูกวิธีและตามที่แพทย์สั่ง พยายามหลีกเลี่ยงแสงแดดขณะใช้ยา Retinoid เพราะอาจทำให้ผิวลอกและแดงได้
     Antibiotics – Antibiotics ในรูปของครีม โลชั่น หรือเจลโฟมจะใช้สำหรับสิวอักเสบ ส่วน Antibiotics ในรูปเม็ดจะใช้เมื่อครีม โลชั่น หรือเจลโฟมใช้ไม่ได้ผล
     Isotretinoin – ถือเป็นยาที่รุนแรงมาก โดยจะใช้กับสิวที่มีอาการรุนแรงแบบไม่สามารถควบคุมได้จากการรักษาแบบอื่น ซึ่งยา Isotretinoin มีผลทำให้เด็กทารกในครรภ์พิการก่อนกำเนิดได้ ผู้ที่ใช้ยานี้จึงต้องมีความระมัดระวังเป็นอย่างมาก และควรทำตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีประวัติความเครียดหรือมีความผิดปกติทางด้านจิตใจ

ข้อควรจำการรักษาที่เข้มข้นกว่า สิว

     ข้อควรจำ
     ไม่ว่าจะรักษาด้วยวิธีใดก็ตาม สิ่งที่ควรจำไว้คือ

     อดทน ให้เวลากับยาในการออกฤทธิ์สัก 3-6 อาทิตย์หรืออาจมากกว่านั้นในการที่จะเห็นการเปลี่ยนแปลง
      ซื่อสัตย์ ทำตามแพลนที่วางไว้ทุกวัน อย่าหยุดและเริ่มใหม่หลายๆรอบ การทำไม่เป็นประจำสม่ำเสมอเป็นสาเหตุที่ทำให้การรักษาไม่ได้ผล
      ทำตามข้อแนะนำ การไม่ทำตามข้อแนะนำอาจทำให้การรักษาไม่เป็นผลหรือมีผลข้างเคียงได้
ใช้แค่ยาของตัวเองเท่านั้น ยาที่แพทย์แนะนำคือยาที่แพทย์พิจารณาแล้วว่าเหมาะกับผิวของคุณ ฉะนั้นยาที่ดีสำหรับเพื่อนอาจไม่ใช่ยาที่ดีสำหรับคุณ
     อย่าทำเยอะเกินไป การขัดผิวบ่อยๆยิ่งทำให้ผิวหนังแย่ลง การใช้ยามากเกินไปก็อาจทำให้หน้าแดงหรือเกิดเป็นรอยแผลเป็นได้
      อย่าไปสนใจว่าคนอื่นคิดยังไง การเป็นสิวไม่ใช่เรื่องตลก และวัยรุ่นทุกคนต้องเคยมีสิว แต่จำไว้ว่ามันก็แค่ชั่วคราว ซึ่งหากสามารถรักษาและควบคุมให้ได้ สิวก็จะไม่กลับมาขึ้นเห่ออีก

7 เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับสุขภาพ ที่ควรรู้เอาไว้ เพื่อสุขภาพร่างกายและจิตใจที่ดี

     ในปัจจุบันนี้ โรคภัยกลายเป็นสิ่งใกล้ตัวที่คอยถามหาเราอยู่เสมอ เราจึงต้องดูแลสุขภาพกันให้ดีเป็นพิเศษ บางคนอาจจะสรรหาอาหารเสริม หรืออาหารบำรุงต่าง ๆ เพื่อบำรุงให้มีสุขภาพที่ดี ทั้ง ๆ ที่จริงแล้วการมีสุขภาพดีอาจเป็นเรื่องใกล้ตัวกว่าที่คุณคิด อย่างที่เว็บไซต์ allwomenstalk.com นำเอาเรื่องน่ารู้เกี่ยวกับสุขภาพที่ดีมากฝากกัน อยากมีสุขภาพที่ดีต้องอ่านเลยล่ะค่ะ

 กล้วย

     กล้วย ช่วยลดอาการท้องอืดได้

     ก่อนที่จะไปดูกันว่ากล้วยช่วยลดอาการท้องอืดได้อย่างไร เรามารู้จักกับอาการท้องอืดกันก่อน ท้องอืดเป็นอาการที่เกิดแก๊สจำนวนมากในกระเพาะอาหาร บางครั้งก็เกิดจากการรับประทานโซเดียมมากเกิน และเจ้ากล้วยนี่ล่ะค่ะที่จะช่วยทำให้อาการท้องอืดบรรเทาลงได้ เพราะกล้วยมีปริมาณโพแทสเซียมสูง ซึ่งจะไปจัดการกับผลกระทบที่เกิดจากโซเดียมส่วนเกินทำให้อาหารท้องอืดเบาบางลง แต่ถ้าคุณไม่อยากท้องอืดละก็ หลีกเลี่ยงอาหารที่มีเกลือหรือโซเดียมมากเกินไปตั้งแต่แรกจะดีกว่า จะได้ไม่ต้องมานั่งอึดอัดไงล่ะ

น้ำ

     น้ำในร่างกายจะทำให้น้ำหนักตัวของคุณจะขึ้นลงอย่างน้อยวันละ 1 – 2 กิโลกรัม

     คุณเคยสงสัยบ้างหรือไม่ว่าทำไมเวลาที่ชั่งน้ำหนักในตอนเช้าและตอนเย็นถึงต่างกัน ทั้ง ๆ ที่ก็ไม่ได้กินเยอะมากมาย แต่นั่นก็เป็นเพราะน้ำหนักของน้ำในร่างกายที่มาจากอาหารที่มีรสเค็มหรือภาวะมีประจำเดือนของคุณที่ทำให้น้ำหนักเหล่านี้ขึ้นหรือลงตลอดเวลา แต่ถ้าหากคุณต้องการที่จะจัดการกับเจ้าน้ำหนักของน้ำที่มีในร่างกายละก็ คุณควรจะไปปรึกษาแพทย์เพื่อใช้ยาขับปัสสาวะก็ได้ค่ะ

 การนั่งอยู่กับที่มากกว่าวันละ 11 ชั่วโมง

     การนั่งอยู่กับที่มากกว่าวันละ 11 ชั่วโมงทำให้อายุสั้นลง

     การนั่งทำงานอยู่กับโต๊ะตลอดเวลาโดยไม่ลุกไปไหนทั้งวันอาจจะทำให้คุณอายุสั้นลงโดยที่ไม่รู้ตัว นั่นก็เป็นเพราะว่าเมื่อร่างกายของเราไม่ได้ขยับเขยื้อนไปไหนเลยก็อาจจะก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพได้ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเกี่ยวกับระบบเผาผลาญ ระบบย่อยอาหาร ระบบขับถ่าย หรือแม้แต่ระบบไหลเวียนเลือด ดังนั้นถ้าอยากจะมีอาุยที่ยืนยาว ก็หมั่นลุกจากโต๊ะทำงานบ้างนะคะ แค่เพียงลุกไปเข้าห้องน้ำก็ช่วยได้มาก หรือถ้าไม่อยากลุกก็ลองยืดเส้นยืดสายที่โต๊ะทำงานดูนะคะ ก็ช่วยได้เหมือนกันค่ะ

ชาเขียว

     ชาเขียวช่วยสร้างเสริมการทำงานของสมองได้

     เรารู้กันดีว่าชาเขียวมีประโยชน์มากมาย โดยเฉพาะเจ้าชาเขียวนี่มีสารต้านอนุมูลอิสระอยู่สูง จึงช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็งได้ แต่อีกประโยชน์หนึ่งที่สำคัญก็คือ ชาเขียวช่วยสร้างเสริมการทำงานของสมองได้อีกด้วย โดยมีการศึกษาหนึ่งพบว่าคนที่ดื่มชาเขียวเป็นประจำจะช่วยทำให้มีความจำดีกว่าผู้ที่ไม่เคยดื่มเลย ได้รู้แบบนี้แล้วก็รีบหาชาเขียวมาดื่มดีกว่านะคะ

น้ำตาล

     น้ำตาล ทำให้อาการช่วงมีประจำเดือนเลวร้ายลง

     หลายคนมักคิดว่าการรับประทานของหวานในช่วงมีประจำเดือนจะช่วยให้อาการต่าง ๆ ที่เกิดในช่วงมีประจำเดือนลดลง แต่ที่จริงแล้วมันนี่ล่ะตัวร้ายที่ทำให้อาการเหล่านั้นยิ่งแย่ลง เพราะการรับประทานน้ำตาลมากเกินไปจะไปทำให้แมกนีเซียมในร่างกายลดลง ทำให้ท้องอืด ซึ่งท้องอืดเป็นอาการที่คุณคงไม่อยากจะเป็นในช่วงมีประจำเดือนแน่ ๆ ดังนั้นถ้ามีประจำเดือน เปลี่ยนจากของหวานมาทานของว่างที่ดีต่อสุขภาพอย่างเช่นผลไม้จะดีกว่านะคะ

     ข้าวโอ๊ตช่วยให้อารมณ์ดี

ข้าวโอ๊ต

     เชื่อว่าใคร ๆ ก็คงอยากจะมีเช้าและวันทำงานที่สดใสใช่ไหมคะ อยากจะบอกว่าข้าวโอ๊ตช่วยได้ค่ะ เพราะข้าวโอ๊ตนั้นจะไปช่วยเพิ่มระดับของเซโรโทนิน (Serotonin) ในสมอง ซึ่งสารชนิดนี้เป็นสารที่ช่วยทำให้อารมณ์ดีได้ค่ะ ฉะนั้นมื้อเช้าครั้งหน้าลองหาข้าวโอ๊ตมารับประทานเป็นอาหารเช้านะคะ

การออกกำลังกาย

     การออกกำลังกายตั้งแต่วัยรุ่นจะช่วยให้มีความจำดีเมื่อแก่ตัวลง

     การเริ่มออกกำลังกายตั้งแต่ยังหนุ่มยังสาว นอกจากจะทำให้สุขภาพร่างกายแข็งแรงสืบไปจนถึงอนาคตแล้ว ก็ยังเป็นผลดีต่อสมองอีกด้วย เพราะมีการศึกษาพบว่าการออกกำลังกายเป็นประจำในช่วงอายุ 20 ปีเป็นต้นไปจะช่วยให้มีความจำที่ดีแม้วัยจะล่วงเลยไปถึง 40 หรือ 50 ขึ้นไปแล้วก็ตาม

     สุขภาพร่างกายของเราเป็นสิ่งที่สำคัญ หากเราดูแลรักษามันอย่างดีก็จะช่วยให้สุขภาพจิตใจของคุณดีตามไปด้วย แต่ถ้าหากคุณปล่อยปละละเลยมันก็อาจจะทำให้ทั้งกายและใจของคุณแย่ลง หลังจากนั้นโรคภัยต่าง ๆ ก็จะถามหา ดังนั้นก่อนที่จะต้องเสียเงิน และเสียเวลาไปกับโรคภัยเหล่านั้น ก็ควรหันกลับมารักสุขภาพตนเองมาก ๆ นะคะ

การยับยั้งเชื้อมะเร็งเต้านมกับสมุนไพร

     สภาวิจัยแห่งชาติสนับหนุนนักวิจัยจากธรรมศาสตร์ ซึ่งค้นพบว่าสารสกัดจากสมุนไพร 3 ชนิด คือ มะขามป้อม สมอไทยและ สมอพิเภก สามารถหยุดมะเร็งและยับยั้งเซลล์ร้าย เช่น มะเร็งเต้านม ได้ดียิ่ง จากงานวิจัยชื่อ มะขามป้อม สมอไทย สมอพิเภก กับการยับยั้งเชื้อมะเร็ง โดยทดลองฆ่าเซลล์มะเร็งที่เพาะเลี้ยงในห้องปฏิบัติการวิจัยได้ผลดี แต่ยังไม่ได้ศึกษาในสัตว์และผู้ป่วยจริง เผยผลวิจัยปูทางผลิตเป็นยาสยบมะเร็งสำคัญที่คร่าชีวิตคนไทย ทั้งมะเร็งตับ ปอด ปากมดลูก มะเร็งเต้านม และอื่นๆ อีกมากมาย

การยับยั้งเชื้อมะเร็งเต้านมกับสมุนไพร

     ผศ.ดร.สีหณัฐ ธนาภรณ์ สาขาเภสัชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า มะขามป้อม สมอไทย สมอพิเภก สารสกัดสมุนไพร 3 ชนิดนี้ สามารถยับยั้งการเจริญเติบโตและสามารถฆ่าเซลล์มะเร็งได้ จากการทดลองใช้ระบบมาตรฐานของสหรัฐ โดยเพาะเลี้ยงเซลล์ในจานหลุมและนำสารสกัดมาทดสอบทีละชนิด พบว่ามะขามป้อม สมอไทยและสมอพิเภก สามารถช่วยลดสารก่อมะเร็ง ทั้งยังฆ่าเซลล์มะเร็งได้ดีอีกด้วย

การยับยั้งเชื้อมะเร็งเต้านม

     ด้าน ดร.ชาตรี งามกิติเดชากุล สาขาชีวเคมี สถานวิทยาศาสตร์ฯ หนึ่งในทีมวิจัย ได้กล่าวเสริมว่า เซลล์มะเร็งที่ทีมวิจัยนำมาทดสอบด้วยการเพาะเลี้ยง ได้แก่ เซลล์มะเร็งตับ มะเร็งปอด มะเร็งปากมดลูก รังไข่ ลำไส้และมะเร็งเต้านม โดยผลการวิจัยสามารถยับยั้งเชื้อมะเร็งได้เป็นอย่างดี โดยผลสรุปที่แน่ชัดว่า มะขามป้อม สมอพิเภกและสมอไทย มีฤทธิ์ยับยั้งและสามารถฆ่าเซลล์มะเร็งได้อย่างมีประสิทธิภาพ 100% เลยทีเดียว โดยมีหลักฐานการทดลองยืนยันถึง 6 ขั้นตอน จากนั้นจะนำไปทดสอบในเชิงคลินิกและทดสอบในคนต่อไป

การกระจายตัวของมะเร็งเต้านม

     ทั้งนี้ ยังมีผลไม้บางชนิดที่สามารถยับยั้งเชื้อมะเร็งได้อีกด้วย เช่น มะม่วงป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่และมะเร็งเต้านม โดยมะม่วงนี้ นอกจากจะเป็นผลไม้ที่มีรสชาติอร่อยแล้ว ยังเป็นผลไม้ที่มีเส้นใย โพแทสเซียม และวิตามินซีสูงอีกด้วย และในขณะนี้ การศึกษาในห้องปฏิบัติการ ค้นพบว่ามะม่วงอาจช่วยป้องกัน หรือทำลายเซลล์มะเร็งลำไส้ใหญ่และมะเร็งเต้านมได้ดีอีกด้วย จากการศึกษาจัดทำโดยนักวิทยาศาสตร์อาหารจากศูนย์วิจัย Texas AgriLife โดย ทำการทดสอบสารสกัดโพลีฟีนอลในมะม่วง (สารธรรมชาติที่พบในพืช ซึ่งเชื่อว่าช่วยส่งเสริมสุขภาพ) กับเซลล์มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งเต้านม มะเร็งปอด มะเร็งเม็ดเลือดขาว และมะเร็งต่อมลูกหมากในห้องปฏิบัติการ

     ผลการศึกษาพบว่า สารสกัดจากมะม่วงมีผลต่อมะเร็งปอด และมะเร็งต่อมลูกหมากบ้างเล็กน้อย แต่กลับมีประสิทธิภาพมากกับมะเร็งเต้านมและมะเร็งลำไส้ใหญ่ โดยสามารถทำให้เซลล์มะเร็งเต้านมและมะเร็งลำไส้ใหญ่ตายได้ รวมทั้งยังไม่ทำอันตรายกับเซลล์ที่ดี ซึ่งอยู่ติดกับเซลล์มะเร็งด้วย โดยจากผลการศึกษานี้ นักวิจัยวางแผนต่อไปว่าจะทำการทดลองเล็กๆ ทางคลินิกกับอาสาสมัครที่มีการอักเสบของลำไส้เล็ก และมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็ง เพื่อดูว่ามีผลทางคลินิกหรือไม่

     สำหรับประโยชน์ของมะม่วงนั้น นอกจากมีวิตามินซีสูงแล้วยังมีวิตามินเอ (เบต้าแคโรทีน) และมีวิตามินอื่นๆ ที่จำเป็นสำหรับร่างกาย เช่น วิตามินอี บี และเค ซึ่งทั้งหมดนี้จำเป็นสำหรับหัวใจ ช่วยให้หัวใจแข็งแรง และยังอุดมไปด้วยเส้นใย ช่วยรักษาอาการท้องผูกและกล้ามเนื้อลำไส้ใหญ่แข็งเกร็งได้อีกด้วย

     มะขามป้อม สุดยอดสมุนไพรไทย

มะขามป้อม

     สมุนไพรพื้นบ้านที่เปี่ยมไปด้วยสรรพคุณมากมายมีผลิตภัณฑ์หลายชนิด นำสรรพคุณของมะขามป้อมไปใช้ทั้งเป็นผลิตภัณฑ์สำหรับรับประทาน และผลิตภัณฑ์สำหรับเสริมความงามประเภทเครื่องสำอางสำหรับสาวๆ ที่รักความสวยงาม โดยในประเทศอินเดียนั้น เชื่อกันว่าการรับประทานมะขามป้อมเป็นประจำจะช่วยบำรุงสายตา บำรุงผิว และบำรุงผม ส่วนคนไทยนอกจากจะใช้มะขามป้อมเป็นยาแก้หวัด แก้ไอ ละลายเสมหะแล้ว ยังใช้บำรุงผิวช่วยให้ผิวหน้าขาวแก้ฝ้า โดยการนำมะขามป้อมมาฝนกับฝาละมีแล้วเอาน้ำที่ได้มาทาฝ้า ใช้บำรุงผมโดยทอดมะขามป้อมกับน้ำมันมะพร้าว แล้วเอาน้ำมันมาหมักผมช่วยให้ผมนุ่มลื่น จัดทรงง่าย ป้องกันผมหงอก

     จากการวิจัยในปัจจุบันพบว่า มะขามป้อมมีฤทธิ์ต้านไข้หวัดทั้งในหลอดทดลองและมนุษย์ ในผลของมะขามป้องมีสารโปรไซยานินที่มีคุณสมบัติเช่นเดียวกับวิตามินซี แต่ทนความร้อนไม่ถูกออกซิไดซ์ง่าย จึงมีความคงตัวสูงซึ่งเป็นข้อดีกว่าวิตามินซีทั่วไป มะขามป้อมมีฤทธิ์ในการป้องกันการเกิดมะเร็ง โดยการกระตุ้นภูมิคุ้มกันของร่างกายให้ทำงานได้ดีขึ้น ซึ่งในสหรัฐอเมริกามีการจดสิทธิบัตรเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ที่ใช้มะขามป้อม เป็นส่วนประกอบใช้สำหรับป้องกันและรักษาภาวะของโรคเอดส์ ไข้หวัดใหญ่ วัณโรค ตับแข็งและภาวะภูมิคุ้มกันร่างกายอ่อนแอ ซึ่งในผลิตภัณฑ์นี้ประกอบไปด้วย Phyllanthus nururi, บอระเพ็ด มะขามป้อม สมอพิเภกและสมอไทย นอกจากนั้น มะขามป้อมยังมีฤทธิ์ในการลดคอเลสเตอรอล และความดันโลหิตสูงได้อีกด้วย

     สรรพคุณมะขามป้อมตามตำรับยาไทยสามารถแก้หวัด ผลมะขามป้อมมีสรรพคุณแก้หวัด แก้ไอได้ดี เป็นที่รู้กันในทุกประเทศที่มีมะขามป้อม จนปัจจุบันมีสิทธิบัตรที่จดในประเทศสหรัฐอเมริกาของตำรับยาที่มีส่วนผสมของ มะขามป้อมอยู่ ระบุสรรพคุณในการแก้หวัด แก้ไข้ ซึ่งอาจเนื่องมาจากวิตามินซีหรือสารในกลุ่มแทนนิน อาการเป็นหวัด ไอ เจ็บคอ ปากคอแห้ง ให้ใช้ผลสด 15-30 ผล คั้นเอาน้ำมาจากผล หรือต้มทั้งผลแล้วดื่ม แทนน้ำเป็นครั้งคราว ตามตำราไทยเชื่อว่าของที่มีรสเปรี้ยวทุกชนิดช่วยละลายเสมหะและหมอยา พื้นบ้านเชื่อว่ารสเปรี้ยวที่ละลายเสมหะและบำรุงเสียงได้ดีที่สุดคือมะขาม ป้อม ปัจจุบันมีการศึกษาพบว่าในมะขามป้อมมีสารที่ละลายน้ำได้มีฤทธิ์ละลายเสมหะ และที่โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร มีการพัฒนายาแก้ไอมะขามป้อมขึ้นทะเบียนยาเป็นยาแผนโบราณเป็นที่นิยมของทั้ง ผู้ใช้ยาและแพทย์ โดยตำรับยาทำได้ง่ายๆ เพียงแต่นำมะขามป้อมแห้งมาต้มแล้วแต่งรส มะขามป้อมที่จะนำมากินแก้ไอ เจ็บคอ ควรเลือกลูกที่แก่จัดผิวออกเหลือง

     สรรพคุณทางยาของมะขามป้อม สมุนไพรตามตำราโบราณ

     รากแห้งของมะขามป้อม ใช้ต้มดื่มแก้ร้อนใน แก้ท้องเสีย แก้โรคเรื้อน ลดความดันโลหิต รากสดมะขามป้อม นำมาพอกแผลเมื่อโดนตะขาบกัด สามารถแก้พิษได้ เปลือกลำต้นมะขามป้อม ใช้เปลือกแห้งบดเป็นผง โรยบาดแผลหรือนำมาต้มดื่มแก้โรคบิดและฟกซ้ำ ปมก้าน ใช้เป็นน้ำยาบ้วนปากแก้ปวดฟัน โดยนำปมก้าน 10-30 อัน มาต้มกับน้ำแล้วใช้อมหรือดื่มแก้ปวดท้องน้อย กระเพาะอาหาร แก้ปวดเมื่อยกระดูก แก้ไอ แก้ตานซางในเด็ก ผลมะขามป้อมสด ใช้รับประทานเป็นผลไม้แก้กระหายน้ำได้เป็นอย่างดี นอกจากนั้นยังเป็นยาบำรุง แก้หวัด แก้ไอ ละลายเสมหะ ขับปัสสาวะ เป็นยาระบาย รักษาคอตีบ รักษาเลือกออกตามไรฟัน หรือจะนำมาตำให้ละเอียดผสมกับน้ำผึ้ง รับประทานเป็นยาถ่ายพยาธิ ผลมะขามป้อมแห้ง นำมาบดชงน้ำร้อนแบบชาดื่มแก้ท้องเสีย โรคหนองในบำรุงธาตุ รักษาโรคบิด ใช้ล้างตา แก้ตาแดง เยื่อบุตาอักเสบ แก้ตกเลือด ใช้เป็นยาล้างตาหรือจะผสมกับน้ำสนิมเหล็กแก้โรคดีซ่าน โลหิตจาง เมล็ด นำมาเผาไฟจนเป็นเถ้าผสมกับน้ำมันพืช ทาแก้คัน หืด หรือตำเป็นผงชงน้ำร้อนดื่มรักษาโรคเบาหวาน หอบหืด หลอดลมอักเสบ รักษาโรคตา แก้คลื่นไส้ อาเจียน

     สมอไทย (Myrobalan Wood, Chebulic Myrobalans)

สมอไทย

     สมอไทย บางคนอาจจะเคยได้ยินชื่ออยู่บ้าง แต่บางคนอาจไม่รู้จักว่ารูปร่างหน้าตามันเป็นอย่างไร สมอไทยจะมีลักษณะเหมือนกับสมอหรือเปล่า มาดูกันว่าสมอไทยนี้มีรูปร่างลักษณะและสรรพคุณทางยาสมุนไพรอย่างไรกันดีกว่า โดยสมอไทยนั้นมีสรรพคุณทางยาสมุนไพร ที่เป็นผลไม้ที่มีถิ่นกำเนิดอยู่ในแถบเอเชียตอนใต้ของเรานี้เอง โดยเฉพาะในป่าเบญจพรรณ และป่าดิบแล้งจะพบเห็นขึ้นอยู่มาก สมอไทยนำมาผลมาบดให้ละเอียดใช้โรยแผลที่เรื้อรัง นำผลอ่อนสมอไทย ใช้เป็นยาระบายได้ดี ผลแก่สมอไทย เป็นยาสมานแผล แก้จุกเสียด แก้เจ็บคอ ขับน้ำเหลืองที่เสียและเป็นยาเจริญอาหาร เปลือกสมอไทย เป็นยาขับปัสสาวะ บำรุงหัวใจ ขับน้ำเหลือง

 สมอพิเภก

     สมอพิเภก Terminalia bellirica (Gaertn.) Roxb. ไม้ต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ ผลัดใบ สูง 15-35 เมตร ลำต้นเปลาตรง โคนต้นมักเป็นพูพอน เปลือกสีเทาอมน้ำตาลหรือเป็นสีดำๆ ด่างๆ เป็นแห่งๆ ค่อนข้างเรียบหรือแตกเป็นร่องเล็กๆ ไปตามยาวลำต้น เปลือกในสีเหลือง เรือนยอดกลมแผ่กว้างและค่อนข้างทึบ กิ่งอ่อนและยอดอ่อนมีขนประปราย

     สรรพคุณโดยทั่วไปของสมอพิเภก

     ผลอ่อน มีรสเปรี้ยว แก้ไข้ แก้ลม เป็นยาระบาย ยาถ่าย ผลแก่ มีรสฝาด แก้โรคในตา บำรุงธาตุ แก้ไข้ แก้ริดสีดวงทวารหนัก เป็นยาแก้ท้องร่วง ท้องเดิน เมล็ดในสามารถแก้บิด บิดมูกเลือด ใบแก้บาดแผล ดอกแก้โรคในตา เปลือกต้นต้มขับปัสสาวะ แก่นใช้แก้ริดสีดวงพรวก รากใช้แก้โลหิตอันทำให้ร้อนได้ แถมสมุนไพรชนิดนี้ยังเป็นตัวยาต้านมะเร็งเต้านมในผู้หญิงอีกด้วย

     ขนาดและปริมาณที่ใช้ในการขับปัสสาวะ ให้ใช้เปลือก ต้น ต้มรับประทาน ขับปัสสาวะ สามารถนำมาเป็นยาระบาย ยาถ่ายได้โดยใช้ผลโตแต่ยังไม่แก่ 2-3 ผล ต้มกับน้ำ 1 ถ้วยแก้ว ใส่เกลือเล็กน้อย รับประทานครั้งเดียว นำไปเป็นยาแก้ท้องร่วง ท้องเดิน (ไม่ใช่บิด หรือ อหิวาตกโรค) โดยใช้ผลแก่ 2-3 ผล ต้มกับน้ำ 2 ถ้วยแก้ว ใส่เกลือเล็กน้อย เคี่ยวจนเหลือ 1 ถ้วยแก้ว ใช้รับประทาน

     gclub casinoให้บริการ พนันออนไลน์ เกมส์คาสิโนต่างๆยอดนิยมมากมาย อาทิ บาคาร่าออนไลน์, สล็อต,รูเล็ตออนไลน์, กำถั่วและไฮโลออนไลน์ นอกจากนั้นยังมีบริการ เว็บพนันออนไลน์ ของผู้ให้บริการรายอื่นๆอีกมาก
     สมัครเล่นคาสิโนออนไลน์ ที่เรา gclub casino เป็นผู้บริการโดยตรงเช่น GClub Royal, Royal1688